Showing posts with label บันทึกความจริงใต้เงาเผด็จการ. Show all posts
Showing posts with label บันทึกความจริงใต้เงาเผด็จการ. Show all posts

Sunday, December 7, 2014

ปฏิรูปฉบับเผด็จการ แอนน์ แฟรงค์ : ตอน 8


สปช.โละทุนนิยม ผุดไอเดีย ‘สังคมนิยมเสรี’

“โละทุนนิยมเป็นสังคมนิยมเสรี สำหรับปัญหาความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจ เกิดจากช่องว่างรายได้ระหว่างคนรวยคนจนมากขึ้น ต้องใช้นโยบายการคลังและภาษี ปฏิรูประบบภาษีอากรใหม่ ปรับปรุงให้มีความเป็นธรรมมากขึ้น เช่น ภาษีทรัพย์สิน ภาษีมรดก ภาษีรถยนต์แบบก้าวหน้า สร้างชุมชนเข้มแข็ง ลดอำนาจส่วนบน ขยายอำนาจ ฐานการเมืองส่วนล่าง โดยต้องร่วมมือกันระหว่างภาค รัฐและภาคเอกชน เพิ่มเพดานภาษี ปิดช่องโหว่การเก็บภาษี เปลี่ยนจากทุนนิยมเป็นสังคมนิยมเสรี จัดรูปองค์กรให้มีอำนาจต่อรอง และเพิ่มนวัตกรรมด้าน เทคโนโลยีมากขึ้น ให้ความรู้และรณรงค์การไม่ยอมรับคนโกง แก้ไขระเบียบราชการที่สลับซับซ้อน”

เมื่อข่าวนี้โปรยหัวปลิวว่อนสังคมไทย เกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์กันยกใหญ่ว่ามันคือสังคมอะไร มันจะเกิดขึ้นภายใต้มือทหารได้อย่างไร แล้วโครงสร้าง “สังคมนิยมเสรี” มีการเก็บภาษีแบบไหน สถาบันกษัตริย์จะอยู่ตรงไหนของสังคม?
ก็ได้แต่นั่งมองตาปริบๆ เพราะคงไม่กล้าตั้งคำถามโดยตรงได้ ในขณะที่พูดถึงสังคมนิยมเสรี ก็ยังไม่มีการประกาศยกเลิกกฎอัยการศึก ประชาชนไม่มีส่วนร่วมในการแสดงความคิดเห็นทางตรงต่อการร่างรัฐธรรมนูญ เศรษฐกิจช่วงนี้แย่มากๆ ของกินของใช้ราคาแพงขึ้น การค้าขายทรงตัว แต่ตลาดหุ้นดีขึ้นอย่างน่าประหลาดใจ อัตราการตกงานเพิ่มขึ้น การตามจับคนด้วยข้อหามาตรา 112 มีเกิดขึ้นเป็นระยะ แนวโน้มสิทธิเสรีภาพของผู้คนหายไปเรื่อยๆ ไม่มีทางกลับคืนมา รัฐบาลประกาศเปิดพื้นที่ให้ประชาชนร่วมแสดงความคิดเห็นทาง การเมืองได้ เตือนสื่ออย่าล้ำเส้น ชี้เสรีภาพต้องมีขอบเขต ตีกรอบห้ามวิจารณ์ รบ.-คสช. แจงต้องใช้ กม.พิเศษ กลัวคุมไม่อยู่ เปรียบดั่ง 'ผู้จัดการแข่งขัน' ไม่ได้อยู่ในเกมความขัดแย้งชวนทะเลาะ ขอทุกคนร่วมมือ วอน นร.-นศ.เบาๆ ลงบ้าง...

ปากว่าตาขยิบ ไม่ให้เสรีภาพอย่างแท้จริง งานช้างไม่งอกจากปากหมาฉันใด เสรีภาพก็ไม่ออกมาจากเผด็จการทหารฉันนั้น ซึ่งเป็นความจริง กลุ่มสภาปฏิรูปแห่งชาติจะสร้างสรรค์กฎหมายให้ออกมามีเสรีภาพขนาดไหน ก็เป็นแค่ความฝัน เพราะเป้าหมายของเผด็จการก็คือเอากลุ่มคนพวกนี้ไปนั่งสำเร็จความใคร่ร่วมกันให้รู้สึกว่ามีความสุข โดยไม่สนใจความจริงว่าจะเป็นไปได้มากน้อยแค่ไหน เพราะที่สุดแล้วกฎหมายปฏิรูปต่างๆก็ต้องมาผ่านการคัดกรองจากคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.)
นั่นแสดงว่าการร่างกฎหมายต่างๆ ก็แค่ทำให้ประชาชนที่คิดว่า คสช. ให้พื้นที่ในการร่างกฎหมายได้รู้สึกว่ามีส่วนร่วมบ้างแล้ว แต่กับคนในสังคมอีกกลุ่มที่ คสช.ไม่เคยเห็นหัว ก็ยังเป็นกลุ่มคนอีกกลุ่มที่ไม่มีเงาหัวต่อไป

ช่วงนี้ก็กลับมาเป็นช่วงที่นักศึกษาเริ่มออกมาต้านรัฐประหารอีกระลอกสอง แต่ไม่ถึงขั้นรุนแรงแค่เป็นการแสดงเชิงสัญลักษณ์เท่านั้น ทางฝ่ายทหารเองก็เชิญตัวไปปรับทัศนคติและให้ทำข้อตกลงว่าจะไม่ทำอีก แต่ปรากฏการณ์ที่สำคัญ มันปรากฏในคนที่เห็นว่าการต้านรัฐประหารของนักศึกษาถูกมองเป็นสองแบบ
แบบแรก เป็นการจ้างจากฝ่ายของทักษิณ (เป็นการคิดแบบเก่าๆ) แบบที่สองคือเป็นการทำงานของฝ่าย กปปส.(เริ่มคิดใหม่) แต่ไม่ว่าการเคลื่อนไหวของนักศึกษาครั้งนี้จะเริ่มจากฝ่ายไหน ก็ชี้ให้เห็นว่าไม่มีใครยอมอยู่ภายใต้ท๊อปบู๊ตได้อีกต่อไป ช่องทางไหนที่สามารถสดงออกได้ก็ลงมือทำทันที

การปฏิรูปกฎหมายยังไม่คืบหน้าและมีความชัดเจน แต่การปัดฝุ่นกฎหมายเก่าเข้าที่ประชุม สนช.อย่างต่อเนื่องทั้งกฎหมายเกี่ยวกับ พรบ.ผู้ชุมนุม นิรโทษกรรม มันสะท้อนว่ากลไกการออกกฎหมายในระหว่างรัฐประหารก็ทำงานรูปแบบเดิม เหมือนการรัฐประหารทุกครั้งที่ผ่านมา คือเร่งออกกฎหมายที่เป็นประโยชน์ต่อคนไม่กี่กลุ่มให้ได้มากที่สุด โดยปราศจากการขัดขวางจากประชาชน เพราะถูกปิดปากด้วยกฎอัยการศึก คุก ปืน

ในขณะเดียวกันรัฐบาลทหารยังมี สภาปฎิรูปแห่งชาติ (สปช.) ซึ่งมาจากตัวแทนของนิติบุคคลในองค์กรต่างๆ เป็นไม้กันหมาว่านี่แหละ ตัวแทนทางอ้อมของภาคประชาชน ในการที่จะอธิบายที่มาของกฎหมาย ต่างอ้างความเป็นธรรม แต่ก็สามารถอธิบายได้แต่เฉพาะประชาชนบางกลุ่มเท่านั้นไม่ได้ทั้งหมดทั้งประเทศ เพราะกลไกแบบนี้มันไร้ความน่าเชื่อถือ

ทางเลือกที่ดีของประชาชนคือไม่ยอมรับกฎหมายที่ตัวเองไม่มีส่วนร่วมในการร่างกฎหมายทั้งทางตรงและทางอ้อม เชื่อมั่นเสมอว่าเผด็จการไม่สามารถสร้างกฎหมายที่มีเสรีภาพได้ ปาหี่แหกตาประชาชนทำได้กับคนที่โดนยาชาเข้าสมองเท่านั้น ประชาธิปไตยจะได้มาประชาชนต้องสร้างเอง กฎหมายที่เป็นธรรมต้องมาจากรัฐบาลที่เป็นประชาธิปไตยเท่านั้น

ประชาชนจงเจริญ

- แอนน์ แฟรงค์
 
Read More »

เมื่อเสียงปืนดังขึ้น นักกฏหมายก็นั่งลง บุเรงนอง : ตอน 8


ผมเคยอ่านหนังสือของอาจารย์กฎหมายท่านหนึ่ง (ซึ่งผมจำไม่ได้แล้วว่าเป็นใคร) มีอยู่ตอนหนึ่งในหนังสือ เขียนในทำนองว่า “เมื่อเสียงปืนดังขึ้น นักกฎหมายก็นั่งลง” ซึ่งอาจจะแปลความหมายว่า เมื่อมีการรัฐประหารยึดอำนาจ ในห้วงเวลานั้นเป็นห้วงเวลาที่นักกฎหมายไม่สามารถทำอะไรได้ การใช้กฎหมายจึงต้องพักไว้ก่อน

เรื่องนี้ในความเห็นของผม ไม่ใช่เรื่องที่ถูกต้องทั้งหมด

ผมยอมรับว่า การรัฐประหารโดยเผด็จการทหารนั้น เป็นการทำให้ไม่ว่ากฎหมายใดก็ไร้ความหมาย เพราะในเวลานั้นเป็นช่วงเวลาของการใช้กำลังประหนึ่งการแข่งขันกันเป็นใหญ่ของบรรดาสัตว์ในป่า ที่ผู้ที่แข็งแกร่งที่สุด จะได้เป็นราชา แน่นอนว่ากฎหมายย่อมไม่สามารถทำอะไรได้ เมื่อเทียบกับอาวุธปืนที่สามารถสังหารผู้ที่กล้าท้าทาย กฎหมายจึงเป็นสิ่งไร้ประโยชน์ เพราะคงไม่มีใครกล้ามาท้าทายเหล่าเผด็จการทหาร เมื่อไม่มีใครกล้าจะนำกฎหมายไปเล่นงานบรรดาเผด็จการ กฎหมายโดยตัวมันเองจึงไม่ศักดิ์สิทธิ์เพียงพอให้ผู้ยึดอำนาจนั้นเกรงกลัว ดังนั้นโดยตัวของกฎหมายจึงต้องการอาศัยการบังคับใช้อย่างจริงจังด้วยเช่นกัน

แต่ปัจจุบันนี้เราอยู่ในศตวรรษที่ 21 ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่หลักสิทธิขั้นพื้นฐาน หลักสิทธิมนุษยชนกลายเป็นสิ่งที่ทั่วโลกให้การรับรอง และยอมรับโดยไม่จำเป็นต้องมีกฎหมายลายลักษณ์อักษรบัญญัติเอาไว้ จนอาจกล่าวได้ว่าหลักสิทธิมนุษยชนนี้สูงส่งยิ่งกว่ารัฐธรรมนูญ ตลอดจนการพัฒนาของเทคโนโลยี ที่ทำให้โลกทั้งใบเชื่อมโยงติดต่อกัน เสียงปืนที่เคยดังอยู่แค่ในประเทศไทยกลับดังก้องไปทั่วโลก และนานาชาติย่อมมิอาจนิ่งดูดายหากรัฐบาลไม่ว่าจะประเทศใดก็ตามประทุษร้ายต่อประชาชน

ด้วยเหตุที่หลักสิทธิขั้นพื้นฐานและสิทธิมนุษยชนนั้นพัฒนาไปไกล ไกลเกินกว่าจะมีใครหน้าไหนจะหยิบปืนมาใช้ได้ตามใจชอบ นักกฎหมายจึงไม่จำเป็นที่จะต้องนั่งลงยามเมื่อเสียงปืนดังอีกต่อไป เพราะนักกฎหมาย ตลอดจนประชาชนคนอื่นนั้นมีความชอบธรรมอยู่เต็มเปี่ยมที่จะลุกขึ้นยืน ชูสามนิ้วเพื่อคัดค้านการปล้นสิทธิของประชาชน

ยิ่งกฎหมายในปัจจุบันทั้งในประเทศ และในต่างประเทศ ก็ไม่ยอมรับการช่วงชิงอำนาจประหนึ่งสัตว์แย่งชิงการเป็นจ่าฝูงอีกต่อไป นักกฎหมายในปัจจุบันจึงสามารถใช้ความชอบธรรมดังกล่าวเพื่อต่อต้านการรัฐประหารได้ เผด็จการทหารคงไม่สามารถไล่ยิงพวกคุณเป็นผักปลาได้อีก เราต้องไม่ลืมว่า เผด็จการเหล่านี้ไม่มีความชอบธรรมใดๆ ในการได้มาซึ่งอำนาจเลยแม้แต่น้อย กลับกลายเป็นว่าบรรดาประชาชนต่างหากที่มีความชอบธรรม เพราะเป็นเจ้าของอำนาจที่แท้จริง

เพราะฉะนั้น ถ้านักกฎหมายยังคงซื่อสัตย์ต่อกฎหมาย และพร้อมพิทักษ์ไม่ให้ผู้ใดสามารถย่ำยีได้ นักกฎหมายจะต้องลุกขึ้นใช้กฎหมายเพื่อกำจัดอำนาจนอกระบบ เฉกเช่นที่นักกฎหมายเป็นหัวเรี่ยวหัวแรงของการปฏิวัติในฝรั่งเศส เมื่อนั้นเราคงต้องเปลี่ยนสำนวนการพูดใหม่ว่า “เมื่อนักกฎหมายยืนขึ้น เสียงปืนก็เงียบลง”

- บุเรงนอง
 
Read More »

ประเทศไทยในสายตาชาวโลก แอนน์ แฟรงค์ : ตอน 7


การช่วงชิง ความเห็นของคนต่างชาติที่มีต่อคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ผ่านสื่อกระแสหลักของรัฐนั้น ทำให้คนที่ไม่ได้สัมผัสกับคนต่างประเทศจริงๆ มีมุมมองว่า คนต่างชาติเห็นด้วยกับการรัฐประหาร เพราะยังมีคนต่างชาติเข้ามาเที่ยวเมืองไทยหลังรัฐประหาร มีการเชิญนายกรัฐมนตรีจากการรัฐประหารไปเยือนอย่างเป็นทางการ หรือมีประชุมระดับสากลนายกรัฐมนตรีจากการรัฐประหารก็ไปร่วมประชุม อย่างนี้พวกเราจะปฏิเสธได้อย่างไรว่าคนต่างชาติ ไม่ได้เห็นว่าการรัฐประหารในไทยมีผลกระทบกับตัวเอง แถมยังสนับสนุนด้วยซ้ำไป?

มุมมองที่ทำให้คนในประเทศส่วนใหญ่เริ่มลังเลว่า ตกลงการรัฐประหารครั้งนี้ดีจริงใช่หรือไม่ เพราะไม่เห็นการแสดงออกในการต้านรัฐบาลที่มาจากการรัฐประหารเลย แต่นั่นเป็นเพียงสื่อกระแสหลักที่มอมเมาประชาชนไทยมาอย่างยาวนาน ทำให้เราไม่เห็นท่าทีที่แท้จริงของประชาชนในประเทศประชาธิปไตย เช่นในยุโรป อเมริกา ที่มีต่อการรัฐประหารในครั้งนี้
เมื่อเราได้เจอเพื่อนที่เป็นนักกิจกรรม นักสหภาพแรงงาน คนต่างชาติที่สนใจการเมืองไทยและติดตามอย่างใกล้ชิด แม้นแต่คนทั่วไปที่เคยเห็นการปกครองของทหารในประเทศต่างๆ ที่ไม่ได้มาจากการเลือกตั้ง และใช้ปรากฏการณ์ของนักท่องเที่ยว การลงทุน การส่งออก รวมทั้งเศรษฐกิจในประเทศ มาประกอบกันมองภาพที่เป็นจริง ก็จะเห็นอีกมุมมองอย่างไม่น่าเชื่อเลยว่า คนนอกมองรัฐประหารในไทยอย่างน่ารังเกียจอย่างไร มองมุมมองระดับประเทศใหญ่ๆในโลกเช่น รัฐบาลออสเตรเลียประกาศไม่ให้ผู้นำทางทหารของไทยเข้าประเทศ ตามมาตรการที่เรียกว่า "กลไกป้องกันไม่ให้หัวหน้า คสช. เข้าประเทศ"

• สหรัฐระบุผิดหวังกับการตัดสินใจเข้ายึดอำนาจบริหารแผ่นดินของกองทัพไทย
• อังกฤษหวังผู้มีอำนาจกำหนดตารางเวลารวดเร็วสำหรับการเลือกตั้ง
• สิงคโปร์แนะทบทวนเดินทางมาไทย
• จีนหวังเห็นสังคมไทยคืนสู่ความปกติโดยเร็ว
• อียูเตือนประชาชนในการเดินทางเข้ามาประเทศไทย มีมาตรการทางการค้ากับรัฐบาลไทย
• และอีกหลายประเทศที่มีปฏิกิริยากับการรัฐประหารของกองทัพไทยในครั้งนี้ นักท่องเที่ยวที่เคยเห็นมาเมืองไทยกันหลังรัฐประหาร หลายคนบอกว่ามีการจองตั๋ว จองโรงแรมวางแผนมาเที่ยวไทยไว้ก่อนล่วงหน้าทำให้ยกเลิกไม่ทัน

องค์กรด้านสิทธิมนุษยชนระดับสากล เช่น ฮิวแมนไรท์วอทซ์ กล่าวถึงการได้ผู้นำการทำรัฐประหาร 22 พ.ค. 57 พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา มาเป็นนายกรัฐมนตรี ว่าเป็นการเริ่มต้นของเผด็จการ และความมืดมนของสิทธิมนุษยชนและประชาธิปไตยของไทย แอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล ออกแถลงการณ์ "ประเทศไทย: การปราบปรามอย่างรุนแรงไม่มีแนวโน้มลดลงในช่วง 100 วันหลังการยึดอำนาจของทหาร"
แอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล เปิดเผยในรายงานฉบับใหม่ว่า มีการควบคุมตัวโดยพลการหลายร้อยกรณี รายงานการทรมานและการปฏิบัติที่โหดร้าย การจำกัดเสรีภาพในการแสดงออกและการชุมนุมอย่างสงบอย่างกว้างขวาง และการพิจารณาคดีที่ไม่เป็นธรรมในศาลทหาร ทำให้เกิดบรรยากาศของความกลัวในประเทศไทย และไม่มีแนวโน้มลดลงเลย เมื่อได้คุยกับเพื่อนๆ ชาวต่างชาติ เช่นคนในยุโรป พวกเขาบอกว่า ประเทศไทยเป็นประเทศที่สวยงาม ทะเลสวย พวกเขาชอบมาพักร้อน เขาชอบประเทศไทยมาก แต่เมื่อมีรัฐประหารเขารู้สึกว่ามันบ้ามาก ยิ่งได้รับข้อมูลในการควบคุมตัวประชาชนอย่างไร้เหตุผล พวกเขาคิดว่าประเทศไทยเป็นประเทศไม่น่าเข้ามาเที่ยวอีกแล้ว
พวกเขารู้สึกว่าในเมื่อคนในประเทศยังไร้เสรีภาพ พวกเขาจะเข้ามาเที่ยวอย่างมีความสุขได้อย่างไร บางคนมองว่าเมื่อก่อนเขาเคยรณรงค์ประชาธิปไตยในพม่า วันนี้พวกเขาอาจจะมี “โครงการรณรงค์ประชาธิปไตยในไทย” ก็ได้ ช่างเป็นเรื่องน่าเศร้ามากที่ประเทศไทยได้ย้อนหลังไปกว่าประเทศอื่นในภูมิภาคอาเซียน

ด้านการปกครอง เราสวนกระแสกับพม่าอย่างรุนแรง แต่ก็ยังมีคนที่ยังไม่เข้าใจในการรัฐประหารของไทย เพราะว่าด้วยเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นมันยาวนานซับซ้อน บางเรื่องเล่าไม่ได้ ทำให้การปะติดปะต่อเรื่องค่อนข้างยากสำหรับคนต่างชาติที่ไม่ได้สนใจการเมืองไทย

บางคนเข้าใจว่าทหารเข้ามาปราบการคอร์รัปชั่น เพราะกลุ่มนักการเมืองฝ่ายคุณทักษิณคือมีการคอร์รัปชั่น และคนที่ต้านรัฐประหารเห็นด้วยกับการคอร์รัปชั่นใช่หรือไม่? คำถามแบบนี้ก็ทำให้เกิดการอธิบายกว่าจะเข้าใจได้ และคิดดูว่าในสภาวะสังคมไทยที่แตกแยกความเห็นแบ่งเป็นฝักฝ่าย ถ้าคำถามแบบนี้ไปถามคนอีกกลุ่ม คำตอบจะเป็นอย่างไร

นี่คือความยากในการอธิบายเรื่องการเมืองไทยให้กับคนในต่างประเทศเข้าใจได้อย่างแท้จริง หน้าที่หลักของฝ่ายประชาธิปไตยคือต้องอธิบายคำถามต่างๆของชาวต่างชาติให้เข้าใจการเมืองไทยให้ได้ ความซับซ้อนของการเมืองไทยมันผูกพันกับคนหลายกลุ่ม แต่ละกลุ่มมีอำนาจในการปกป้องตัวเองจากการอธิบาย ทำให้เพิ่มความยากในการสื่อสารให้คนเข้าใจการเมืองไทยมากขึ้น แต่ทุกอย่างไม่เกินพลังของประชาชนที่จะทำให้ความจริงปรากฏต่อสายตาชาวโลกว่า แท้จริงปัญหาการเมืองไทย ความไม่เท่าเทียม สิทธิเสรีภาพ ประชาธิปไตยขั้นพื้นฐานของประชาชนคนไทยเกิดขึ้นจากอะไร แล้วเมื่อนั้นปรากฏการณ์โลกล้อมไทยคงเกิดขึ้นได้อย่างแท้จริง อย่าหยุดที่จะพูดความจริงเพื่อให้คนโกหกไร้ที่ยืน!!

-แอนน์ แฟรงก์
 
Read More »

เมื่อความฝันของคนไทยกำลังทำร้ายคนไทย บุเรงนอง : ตอน 7


ในการแก้ไขปัญหาการคอรัปชั่น หัวใจสำคัญนั้นมิใช่การทำอย่างไรให้มีคนดีเข้ามาบริหารประเทศ แต่คือการทำอย่างไรให้ผู้เข้ามาบริหารประเทศจะต้องประพฤติตัวเป็นคนดีไม่ว่าคนนั้นจะเป็นคนดีหรือไม่ การจะออกแบบระบบให้ทุกคนต้องประพฤติตัวเป็นคนดีได้นั้น ก็ต้องอาศัยการตรวจสอบที่มีประสิทธิภาพ เพื่อจะได้รู้ว่าคนๆ นั้นได้ประพฤติตัวตามแบบอย่างที่คนดีควรประพฤติหรือไม่ ซึ่งจะทำให้ไม่ว่าใครก็ตามที่เข้ามาบริหารประเทศจะต้องประพฤติปฏิบัติให้เป็นคนดี เพราะหากไม่ทำก็อาจจะถูกร้องเรียน หรือฟ้องร้อง ซึ่งอาจจะถูกศาลตัดสินให้จำคุกได้ในที่สุด

นี่คือ “ระบบที่นานาอารยประเทศล้วนใฝ่ฝัน”

เมื่อมองย้อนกลับมายังประเทศไทย ประเทศที่มีความฝันตรงข้ามกับประเทศที่เจริญแล้ว เพราะประเทศไทย ไม่ได้อยากได้ระบบการตรวจสอบที่มีประสิทธิภาพเพื่อตรวจสอบว่าเงินทุกบาททุกสตางค์ของประชาชนได้เข้ากระเป๋าใครมั้ย แต่อยากได้คนที่ดีโดยเนื้อแท้ที่ไม่จำเป็นต้องอาศัยการตรวจสอบแต่ประการใด นี่คือความฝันของคนไทยจำนวนมาก เป็นความฝันแบบ “ไทยๆ”

เมื่อเกิดการรัฐประหารและมีการ จัดตั้งรัฐบาลทหารขึ้น ประกอบกับแนวคิดที่ว่า ท่านประยุทธ์เป็นคนดี และความฝันแบบไทยๆ ที่ไม่ให้ตรวจสอบคนดี การตรวจสอบการบริหารงานของรัฐบาลจึงไม่ได้รับความสนใจอย่างจริงจังจากภาคประชาชนแต่อย่างใด

การขาดการตรวจสอบจากภาคประชาชนนั้น ส่งผลให้การทำหน้าที่ขององค์กร ของรัฐ โดยเฉพาะ ป.ป.ช. ไร้ประสิทธิภาพไปด้วย เพราะ ขาดแรงกดดันจากประชาชน จริงอยู่ว่า แม้องค์กรของรัฐเหล่านี้ ตามกฎหมายย่อมมีหน้าที่ปราบปรามการทุจริต แต่ต้องไม่ลืมว่าการกดดันของประชาชน ก็คือการตรวจสอบการทำหน้าที่ขององค์กรที่ตรวจสอบรัฐบาลอีกทีหนึ่ง ซึ่งหากองค์กรอย่าง ป.ป.ช. ทำหน้าที่ไม่ดีหรือไร้ประสิทธิภาพ ก็ย่อมต้องถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างรุนแรงได้

เราต้องไม่ลืมว่าในสภาวการณ์ที่ไม่มีประชาธิปไตย อำนาจเผด็จการนั้นเข้มแข็ง โดยทั่วไปการตรวจสอบการทำหน้าที่ของรัฐบาลทหารโดยกลไกปกตินั้น ก็แทบจะเป็นเรื่องที่แทบเป็นไปไม่ได้อยู่แล้ว เพราะหากทำหน้าที่ตรวจสอบอย่างแข็งขัน ก็อาจจะถูกนำตัวไปปรับทัศนคติ หรือสั่งยุบได้โดยง่าย ทั้งนี้เราต้องไม่ลืมว่า อำนาจเผด็จการฟาสซิสต์เหล่านี้ก็เกรงกลัวประชาชน เพราะหากประชาชนลุกฮือนั่นอาจจะหมายถึงหายนะของเผด็จการทหารเลยทีเดียว ความเข้มแข็งของภาคประชาชน ที่จะหันมาตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐหรือการตรวจสอบการทุจริตคอรัปชั่น จึงมีความสำคัญอย่างมากในสถานการณ์ปัจจุบัน ตัวอย่างสำคัญที่ทำให้เห็นได้ว่า องค์กรตรวจสอบเหล่านี้ไร้น้ำยาอย่างไร ก็คงพิจารณาได้จากทั้งการจัดซื้อไมโครโฟน ครม. หรือ การที่ตระกูลจันทร์โอชาที่ไม่เคยมีประวัติว่าเป็นเศรษฐีมาก่อน ก็สามารถมีทรัพย์สินเงินทองจำนวนมากได้ คำถามคือ องค์กรเหล่านี้ได้ทำอะไรให้เป็นที่กระจ่างบ้างหรือไม่ว่าไม่มีการทุจริตคอรัปชั่นเกิดขึ้น

ภายใต้สถานการณ์เช่นนี้ วิธีการเดียวที่ประชาชนจะรู้ได้ว่าเงินทุกบาททุกสตางค์ที่รัฐบาลใช้ไปนั้นเป็นไปเพื่อประชาชนหรือไม่นั้น ประชาชนต้องกดดันองค์กรที่มีหน้าที่ตรวจสอบให้มากกว่านี้ ถ้าจะกล่าวให้ถึงที่สุดวิธีการเดียวที่จะทำให้เกิดความโปร่งใส และตรวจสอบได้มากที่สุด เราก็ต้องอยู่ในระบอบประชาธิปไตย เพราะมันคือระบอบเดียวที่เอื้อต่อประชาชนและเอื้อต่อการตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐมากที่สุดแล้ว

- บุเรงนอง
 
Read More »

เมื่อบิ๊กบราเธอร์มองคุณอยู๋ ??? แอนน์ แฟรงค์ : ตอน 6


ข่าวลือหนาหูตั้งแต่ก่อนรัฐประหาร คุยวงใน วงนอก กันมาสนุกปากว่า ทหารได้จัดตั้งหน่วยเคลื่อนที่เร็วทีมละ 4 คน มีประมาณ 1,000 ทีม พร้อมจะเข้าจู่โจมบุคคลสำคัญเพื่ออุ้มได้ทันทีเมื่อมีรัฐประหาร เพื่อบล็อคการเคลื่อนไหวต่อต้านรัฐประหาร

หลังรัฐประหารไม่มีการจู่โจมเพื่ออุ้มบุคคลสำคัญตามข่าวลือ มีแต่ประกาศเรียกรายงานตัวกับคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เป็นชุดๆ เป็นคณะ แต่ในระหว่างนั้นก็มีข่าววงในว่า ใครไม่มีรายชื่ออาจจะมีคำสั่งอุ้มหาย จับตาย และข่าวทีมจู่โจมก็กลับมาอีกครั้ง ทำให้หลายคนกังวลว่าการมีรายชื่อกับไม่มีมันเริ่มจะไม่ต่างกันซะแล้ว เผลอๆ การประกาศเรียกยังดีเสียกว่าเพราะเข้ากลไกระบบกฎอัยการศึกคือควบคุมตัวได้ไม่เกิน 7 วัน และยังมีการจับตามองจากเครือข่ายนักสิทธิมนุษยชนจากต่างประเทศ มีคนรู้เห็นว่าเราเข้าไปค่ายทหาร หรือถ้าเรารู้ตัวว่าจะโดนคดีร้ายแรง ยังตัดสินใจหนีได้ แต่การรอลุ้นประกาศเรียกรายงานตัวก็ยังทำให้คนไม่สบายใจ บางคนตัดสินใจหนีก่อนดีกว่าที่จะเรียกรายงานตัวหรือมาอุ้มหาย เพราะเอาเข้าจริงการป้องกันตัวของประชาชนภายใต้กฎอัยการศึกไม่มีเลย

การส่งต่อข้อความทางไลน์ หรือทางเฟซบุ๊กว่าคุณอยู่ในกลุ่มอุ้มหาย จับตาย, ไม่มีรายชื่อเรียกรายงานตัว, คสช. เตรียมประกาศเรียกหลายพันคน, มีเตรียมจับคดี 112 อีกหลายพันคน เมื่อได้ยินแบบนี้ ทำให้หลายคนตัดสินใจไปตั้งหลักที่ประเทศเพื่อนบ้านทันที มีการแถลงข่าวจากฝ่าย พล.อ.ไพบูลย์ คุ้มฉายา ผช.ผบ.ทบ. ในฐานะหัวหน้าฝ่ายกฎหมาย และกระบวนการยุติธรรม คสช.
ขณะนี้ไม่มีใครอยู่ในความควบคุมของ คสช.แล้ว และตนคิดว่าไม่น่าจะมีเรียกบุคคลมารายงานตัวเพิ่มเติมแล้ว แต่หากมีเงื่อนไขอะไรเพิ่มเติมขึ้นมาก็อาจจะเรียกบุคคลเข้ามารายงานตัวได้ ส่วนบุคคลที่ยังไม่ได้มารายงานตัวนั้น เป็นเรื่องขั้นตอนกฎหมายไม่เกี่ยวข้องกับ คสช. ที่บุคคลผู้นั้นขัดคำสั่ง และอยู่ในดุลพินิจของศาลว่าจะให้ประกันหรือไม่ แต่ที่ผ่านมาศาลมีความเมตตา มีการแถลงข่าวแบบนี้ทำให้คนในประเทศรู้สึกคลายกังวลไปได้บ้าง เหมือนเป็นสัญญาณว่า การดำเนินคดีมันมากพอแล้ว เพราะการเรียกไปรายงานตัวแล้วมีคนถูกดำเนินคดีต่อมา ส่วนใหญ่ก็ไม่พ้นเรื่องอาวุธกับเกี่ยวกับสถาบันกษัตริย์ และยังมีข่าวเกี่ยวกับการซ้อมทรมานให้รับสารภาพอีกหลายคน

แต่แทนที่เมื่อยุติการเรียกรายงานตัว จะทำให้คนคลายกังวลได้บ้างนั้น ในเวลาเร็วๆนั้นเอง กลับมีข่าวซึ่งยืนยันได้ว่า มีคนถูกทหารไปเชิญตัวที่บ้าน ใช้สิทธิตามประกาศกฎอัยการศึก ควบคุมตัว 7 วันในค่ายทหาร แต่ไม่มีประกาศเรียกชื่อรายงานตัว ซึ่งแต่ละคนที่ถูกทหารมาเชิญตัวกลายเป็นคนตัวเล็กตัวน้อย แกนนำในชุมชน แกนนำในต่างจังหวัด ที่ไม่มีใครรู้จักในวงกว้าง เป็นคนที่เกี่ยวข้องกับการชุมนุมคนเสื้อแดง มีบางคนถูกเชิญตัวไปตอนเช้าและเย็นก็กลับ บางคนถูกเชิญตัวไปหลายวัน รวมถึงทหารไปหาที่บ้าน ค้นบ้าน และไม่เชิญตัว แต่สร้างแรงกดดันมากขึ้นสำหรับแกนนำระดับชุมชนในต่างจังหวัด เพราะไมรู้สถานการณ์ล่วงหน้าและบางคนถูกอ้างเรื่องการเข้าค้นหายาเสพติด มีข่าวว่ามีคนฆ่าตัวตายจากกรณีเหล่านี้ด้วย

อย่างไรก็ตาม การไม่ประกาศเรียกตัว และข่าวลือต่างๆ เกี่ยวกับการเชิญไปรายงานตัวโดยมีทหารมารับถึงบ้าน ก็ทำให้เกิดการตรวจสอบยาก เพราะไม่มีหน่วยงานที่รับเรื่องช่วยเหลือโดยตรง จนเมื่อถูกแจ้งจับดำเนินคดีอาญานั่นแหละถึงได้มีเรื่องถึงองค์กรทนายความ จึงทำให้ทราบว่ามีการเรียกรายงานตัวจริงๆ หลังมีข่าวว่าจะยุติแล้ว ส่วนคนที่ไม่ถูกดำเนินคดี เมื่อกลับมาก็เลือกที่จะยุติบทบาทอื่นทั้งหมดและไม่ให้ข่าวกับใครเลย การสร้างแรงกดดันมากขึ้นกับประชาชนฝ่ายเสื้อแดง ทหารสามารถละเมิดสิทธิมนุษยชนได้มากขึ้นและเป็นไปอย่างเงียบๆ องค์กรต่างประเทศ องค์กรที่ทำเรื่องสิทธิมนุษยชน ไม่สามารถเข้าถึงบุคคลที่ถูกละเมิดได้อีกเลย

ทหารยังคงใช้การคุกคามแบบนี้อย่างต่อเนื่อง มีการให้ข่าวจากหัวหน้า คสช. มาเป็นระยะว่าไม่สามารถยกเลิกกฎอัยการศึกได้ เพราะมีคลื่นใต้น้ำ การเข้าค้นบ้านที่สงสัยว่าจะทำผิดเกี่ยวกับการค้ายาเสพติด บ่อนเถื่อน สถานบันเทิง การจัดระเบียบมอเตอร์ไซค์รับจ้าง รถตู้ บ้านผู้อิทธิพลต่างๆ แต่การเข้ามาของทหารไม่ได้ทำให้ทุกอย่างหายไป มันยังคงอยู่ เพียงแต่เปลี่ยนมือการเข้าดูแลจากตำรวจมาเป็นทหาร หรือเรียกว่า “การเปลี่ยนที่ส่งส่วย”
สังคมที่อยู่กับข่าวลือ ตรวจสอบไม่ได้ คนที่ได้รับผลกระทบไม่กล้าเผชิญหน้าเมื่อถูกกระทำ เพราะประชาชนไร้องค์กรที่จะดูแล ความหวังที่จะให้นักการเมืองช่วยเหลือต้องจบลงไปเพราะไม่มีใครออกรับหน้าแทนประชาชน แต่ละคนเผชิญชะตากรรมต่างกันออกไป กระแสข่าวลือทำงานของมันต่อไป ซึ่งเราจะเห็นได้ว่ามันเป็นจริงซะเป็นส่วนใหญ่

แต่ใครเล่าที่จะมายืนยันว่าโดนกระทำอะไร?คนที่ถูกเรียกรายงานตัวยังมีหลักฐานว่าถูกเรียกจริง แต่คนที่ไปถูกเชิญที่บ้านอะไรเล่าที่เป็นหลักฐาน? นอกจากบาดแผลในจิตใจที่ได้รับ และจะปรากฏความจริงได้ก็มีคดีอาญาห้อยท้ายหลังจากถูกซ้อมทรมานจนต้องยอมรับสารภาพเพื่อรักษาชีวิตหรือไม่อาจทนต่อความเจ็บปวดของร่างกายได้ หรือไม่ต้องการให้เพื่อนพวกพ้องต้องชะตาเดียวกัน รับไปคนเดียวจะดีกว่า

จนถึงวันนี้ การคุกคามสิทธิมนุษยชนของทหารยังไม่หมดไป การจับตามองของทหารไปยังคนที่เคยถูกเรียกรายงานตัว ความเชื่อเรื่องการวางแผนเรียกรายงานตัวหลายพันคนตามรายชื่อที่ทหารมีอยู่ในมือ คนเหล่านั้นยังถูกสปอตไลท์ของทหารส่องอยู่ตลอดเวลา ขึ้นอยู่กับว่าคนนั้นมีอะไรผิดปกติ ถ้าผิดไปจากที่เขาต้องการให้พวกคุณเป็น ก็จะถูกทหารเข้าไปพบ เอาตัวไปตามขั้นตอนที่วางแผนไว้

ชีวิตของประชาชนคนไทยในสถานการณ์ทุกวันนี้เราไม่ต่างกับ ในโอชันเนียใน นิยาย“1984” โดยจอร์จ ออร์เวลล์ เป็นรัฐที่มีบิ๊กบราเธอร์ เป็นผู้มีอำนาจสูงสุด และกำหนดพฤติกรรม ความคิด ความเชื่อให้ประชาชนทั้งหมดเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน ใครคิดต่างจากรัฐ ก็คือศัตรูของรัฐ ในโอชันเนียจึงพยายามใช้อำนาจแห่งบิ๊ก บราเธอร์ในการควบคุมมวลชนทั้งหมดให้มีความคิดภายใต้ประวัติศาสตร์ชุดเดียวกับผู้มีอำนาจสูงสุดในปัจจุบัน ซึ่งนั่นคือ การใช้ “อำนาจเบ็ดเสร็จ” ในการทำลายปัจเจกชนนิยมของประชาชนลง เพราะรัฐไม่ต้องการให้ประชาชนเกิดปัจเจกภาพ แต่ต้องการให้เกิดอำนาจรวมศูนย์ ซึ่งมีบิ๊กบราเธอร์เป็นศูนย์กลางของจักรวาลเพียงหนึ่งเดียว!!!

ร่วมมือร่วมใจกัน อย่ายอมให้อำนาจของ “บิ๊กบราเธอร์ “ เหนือกว่าประชาชน

- แอนน์ แฟรงก์
Read More »

เช้าวันใหม่ ที่ไม่เหมือนเดิม บุปผาช่อผกา : ตอนพิเศษบันทึกการต่อสู็


…..........เช้าวันใหม่ ในบรรยากาศเก่าๆ เดิมๆ ก็ปรากฏ

หลังลืมตาตื่นขึ้นจากการพักผ่อน ทุกวันนี้ผมนอนเพียงวันละ 3-5 ชั่วโมงแค่นั้น มันอาจจะดูเหมือนน้อยนิด แต่สำหรับผม ผมคิดว่ามันมากพอ เพราะในช่วงหนึ่งวันของผมต่างต้องมีภารกิจที่ต้องสะสางมากมาย ทั้งเรื่องเล็กสุดๆ คือเรื่องส่วนตัว จนถึงเรื่องใหญ่สุดคือเรื่องบ้านเมือง

...........บางครั้งเราก็หันกลับมามองดูเพื่อนๆ นักกิจกรรม นักศึกษา รอบตัวเราเอง พร้อมกับคำถามในหัวของเราที่มักไม่มีคำตอบ
คำถามที่ว่า “ เราทำอะไรอยู่ และทำไมต้องทำ ”
ใครจะเชื่อว่าที่ทำอยู่ทุกวันนี้ ผลประโยชน์แม้สตางค์แดงเดียวก็ไม่เคยได้รับจากใครทั้งนั้น มันยิ่งคิดมันยิ่งรู้สึกว่าเราแตกต่างจากคนรุ่นราวคราวเดียวกัน หรือสิ่งที่หล่อหลอมเรามามันมีจุดเปลี่ยนแปลงบางอย่างที่พิเศษพิสดารกว่าใครเขาอย่างนั้นหรือ ?

……….แต่จะว่าไปแล้วผมก็หาใช่เป็นเพียงผู้เดียวที่ยังยืนหยัดทัดทานอำนาจของรัฐบาลทหารอยู่ในเวลานี้ ผมยังมีเพื่อนร่วมอุดมการณ์อีกมากมายที่พร้อมจะเดินเคียงข้างไปพร้อมๆกัน บางครั้งก็คิดสงสัยว่าพวกเขาเหล่านั้น จะมีคำถามในแบบเดียวกับที่เราถามตัวเองหรือไม่นะ เพราะบางคนมาจากพื้นฐานครอบครัวที่มีฐานะมั่นคง ร่ำรวย มีธุรกิจมากมาย หากเขาจะเลือกนอนอยู่บ้านเฉยๆโดยไม่ต้องดิ้นรนก็มีอยู่มีกิน แต่ไฉนจึงหันเหชีวิตมายืนอยู่บนจุดเสี่ยงเพื่อต่อกรกับอำนาจรัฐ และไขว่คว้าหาความเสมอภาค เสรีภาพ อันเป็นอุดมคติให้คนยาก คนจนเช่นเดียวกับหลายๆ คนอยู่นี่

แน่นอนว่าบางครั้งผมเองก็รู้สึกน้อยใจบ้าง หากมองไปรอบๆ เห็นหลายคนพร้อมจะอยู่ภายใต้การปกครองเช่นไรก็ได้ ขอแค่ตัวเองใช้ชีวิตได้ตามปกติดังที่เคยอยู่มา ไม่คิดจะหวังให้คุณภาพชีวิต และสังคมเปลี่ยนแปลงให้ดีกว่าที่เป็นอยู่นี้
แต่ที่ผมน้อยเนื้อต่ำใจกว่านั้น ก็เห็นจะเป็นขบวนการ นิสิต นักศึกษา ที่ดูเหมือนจะเป็นความหวังท้ายๆ อันจะก่อเกิดการเปลี่ยนแปลงให้กับสังคมไทยเฉกเช่นในอดีตได้ ก็ใกล้หมดหวังเสียแล้ว หลายกลุ่มที่เคยร่วมกิจกรรมกัน ก็ค่อยๆสยบยอมต่ออำนาจ เกรงกลัวต่อคำสั่งที่ไม่ชอบของคณะรัฐบาลทหารไปเสียทุกอย่าง ขาดความกล้าหาญเพียงเรื่องน้อยนิดอย่างการตั้งคำถามกับผู้ปกครองก็หาได้ใช้สามัญสำนึกไม่ มันจึงเป็นจุดอ่อนที่ฝ่ายรัฐบาลทหารกระทำการอย่างไรก็ได้กับประเทศที่มีพลเมืองอ่อนแอ ขี้แพ้ และขี้กลัวเช่นนี้

การกล่าวเบื้องต้นไม่ได้หมายความว่าเราต้องกล้าหาญชาญชัยหยิบจับ เอาอาวุธเข้าประจัญบานกับทหารแต่อย่างใด แต่ความในใจต้องการเพียงแสดงจุดยืนที่หนักแน่นมั่นคง ว่าเราจะไม่ยอมรับการมีอยู่ของ คสช. รวมถึงองคาพยพที่แต่งตั้งโดยคำสั่งของ คสช ด้วย แต่ถ้าหากเห็นว่าที่กล่าวมานั้นมันหนักหน่วงเกินไปที่จะปฏิบัติได้ ผมก็ขอแค่เพียงให้พวกเขาอยู่เป็นกำลังเสริมพลังกาย พลังใจ พลังปัญญา ช่วยสนับสนุน เสมือนเป็นแนวหลังให้กลุ่มเล็ก กลุ่มน้อย ที่ต่างเอาชีวิต และอนาคต วางเดิมพันอยู่ในเวลานี้ก็เท่านั้นเอง เพราะสุดท้ายแล้วผลประโยชน์ที่เรามุ่งหวัง มันก็เป็นผลประโยชน์ที่จะตกทอดไปสู่รุ่นลูกรุ่นหลานของเราด้วยกันทั้งนั้น

.........ในอีกบางมุมเมื่อขยายเข้ามาดูอย่างจริงๆจังๆ ในแต่ละกลุ่มที่มีบทบาทขับเคลื่อนการต่อสู้อยู่ในเวลานี้ก็มีปัญหาอยู่ไม่น้อยเช่นกัน ผมขออธิบายความถึงเพียงขบวนการ นิสิต นักศึกษา และคนรุ่นใหม่นะครับ จากการคลุกคลี ผมรู้สึกว่าการเติบโตมักจะหยุดลงทุกครั้งเมื่อมีปัญหาอคติส่วนตัวเกิดขึ้น มันบ่งบอกถึงปัญหาภายในจิตใจลึกๆ ของหัวขบวนในกลุ่มคนเหล่านี้ ความไม่ไว้วางใจก็เป็นส่วนหนึ่ง การยึดติดภาพของกลุ่ม ของฝูงก็เป็นส่วนหนึ่ง จนทำให้ภาพการขับเคลื่อนสะเปะสะปะ ไม่เป็นขบวน การยึดมั่นถือมั่น หรือที่เราเรียกว่าอัตตาในหลายๆ คนยังคงมีอยู่ และพวกเขายังพยายามสร้างวัฒนธรรมกลุ่มของพวกเขาให้เกิดขึ้น ซึ่งจุดนี้ยิ่งตอกย้ำการจำแนกแยกแยะกลุ่มฉันกลุ่มเธอมากขึ้นไปอีก

ในด้านยุทธศาสตร์เอง พวกเขาก็ไม่ได้มีการคำนึงถึงในระยะยาว มันจึงกลายเป็นการซ้อนทับความแหลกเหลวของขบวนการเรียกร้องประชาธิปไตยเสรี ของคนรุ่นใหม่ทำให้ยากต่อการร่วมมือร่วมแรงให้เหนียวแน่น เพื่อร่วมกันต่อกรกับศัตรูที่สร้างเครือข่ายโยงใยไว้แข็งแกร่ง มาบดขยี้ไอ้พวก ปีกกล้า ขาแข็งเช่นเราๆ ท่านๆ นี้ละ ดังมีคำกล่าวหนึ่งที่ว่า “คนที่จะทำลายพวกหัวก้าวหน้าหาใช่ศัตรูไม่ แต่คือพวกเขาเองนั้นแหละที่จะทำลายกันเอง”

……….สิ่งที่ผมทำได้ในเวลานี้ก็คือ ทำหน้าที่ตัวเองให้ดีที่สุด บางครั้งเราก็รู้สึกว่าเราเหนื่อย เราท้อ แต่เมื่อใดก็ตามที่เราหันมองดูเพื่อนเรา หรือแม้แต่คนที่เรารู้จักเขาต้องสูญเสียอิสรภาพจนถึงต้องสูญเสียชีวิต มันยิ่งทำให้เรารู้ว่าเราถอยไม่ได้ เพราะแรงสั่นสะเทือนที่ทำให้วัยรุ่นอย่างเราต้องตื่นขึ้นมาในเวลานี้ ก็เนื่องจากความเลวร้ายบังเกิดขึ้นกับคนรอบตัวเรามากขึ้น ทุกวันๆ และทราบว่าหลายคนก็ตื่นขึ้นจากเหตุผลไม่ต่างกัน ดังนั้น จุดนี้จะเป็นจุดที่ผมคิดว่าจะแยกคนสองกลุ่มได้อย่างชัดเจน ว่าเวลานี้ใครสู้เพื่อหวังการเปลี่ยนแปลงตามอุดมคติ หรือใครสู้เพื่อหวังผลประโยชน์บางอย่างจากกระแสของสถานการณ์ที่เอื้อต่อการแสวงหาประโยชน์เข้าตนเช่นนี้

…… ท้ายที่สุด ผมดีใจที่ยังมีหลายๆคนเคียงข้างกันไป แม้นจะเหนื่อยบ้าง พักบ้าง หรือขัดแย้งกันบ้างแต่ก็ขอให้มีจุดหมายปลายทางเดียวกัน ผมก็พอใจแล้ว ไม่ได้คาดหวังอะไรมาก เพราะรู้ว่าคนเราไม่สามารถให้ใครคิดเหมือนเราได้ ทำเหมือนเราได้ เพราะเขาอาจจะมีเหตุผลของเขาที่ดีกว่าเราก็ย่อมเป็นได้ ความหวังของผมจึงอยู่ที่คนรุ่นใหม่ๆ ที่จะเติบโตขึ้นมาภายใต้ความพร้อม และบทเรียนจากคนรุ่นผมที่เกิดจากความผิดพลาดมากมายจนดูเหมือนไม่สามารถเป็นพลังที่ยิ่งใหญ่มากพอ ไม่สมดั่งที่ประชาชนฝากความหวัง

หากผมต้องแลกมากับการต้องใช้สรรพกำลังทุกอย่างที่มีถากถางทางเพื่อส่งมอบภารกิจอันสำคัญยิ่งนี้ให้คนรุ่นใหม่เข้ามารับไม้ต่อเพื่อสานฝันของประชาชนต่อไป ผมก็จะทำ

- บุปผาช่อเก่า
 
Read More »

ค่านิยมเด็จการ บุเรงนอง : ตอน 6


หลังจากพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชาได้นำเสนอสิ่งที่เรียกว่า “ค่านิยม ๑๒ ประการ” ต่อสาธารณะชน เมื่อผมได้ฟัง ก็พบว่า ค่านิยมดังกล่าว เป็นค่านิยมแบบไทยโบราณที่พยายามยัดเยียดให้กับเยาวชนและคนในสังคม ซึ่งไม่ได้มีความแตกต่างไปจาก เพลงหน้าที่ของเด็ก (เด็กเอ๋ยเด็กดีต้องมีหน้าที่ ๑๐ อย่างด้วยกัน) แม้แต่น้อย

ตั้งแต่เพลงหน้าที่ของเด็กถูกแต่งขึ้นมาในสมัยจอมพล ป.พิบูลสงคราม เพลงดังกล่าวก็ได้ทำหน้าที่ปลูกฝังเยาวชนไทยมานักต่อนัก และเยาวชนหลายสิบรุ่นที่เติบโตมาพร้อมกับค่านิยมสิบประการในเพลงก็ได้เป็นผู้ใหญ่ที่มีบทบาทหน้าที่สำคัญในประเทศจำนวนมาก ซึ่งแน่นอนว่ารวมถึงพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชาเองด้วย คำถามคือ ผู้ใหญ่ที่ได้รับการปลูกฝังค่านิยมที่สะท้อนผ่านเพลงดังกล่าว ได้ทำให้สังคมไทยมีความเจริญงอกงามทัดเทียมกับนานาอารยะประเทศหรือไม่

เอาละ ผมจะลองสมมติ พยายามหาเหตุผลมาสนับสนุนค่านิยม ๑๒ ประการของประยุทธ์ดูแล้วกัน ผมขอยกตัวอย่าง อย่างข้อ ๔ ใฝ่หาความรู้ หมั่นศึกษาเล่าเรียนทั้งทางตรง และทางอ้อม ฟังดูผิวเผินย่อมเป็นเรื่องที่ดี เราต่างก็อยากเห็นเยาวชนคนไทยออกมาอ่านหนังสือ ตั้งใจเรียน ขยันแสวงหาความรู้ แต่ถามว่าการท่องค่านิยมตรงนี้จะสามารถช่วยให้เด็กไทยตั้งใจเรียนมากขึ้นอย่างนั้นหรือเปล่า?

เพราะการให้เด็กไทยท่องไปเรื่อยๆ ประหนึ่งหุ่นยนต์ในทุกๆ เช้าว่า “ข้อ ๔ ใฝ่หาความรู้ หมั่นศึกษาเล่าเรียนทั้งทางตรง และทางอ้อม” คงไม่ช่วยให้เด็กไทยหันมาอ่านหนังสือในช่วงเที่ยงเพื่อเตรียมการเรียนสำหรับวิชาถัดไปได้ เมื่อดูจากตำราเรียนและครูผู้สอนที่ยังไร้ประสิทธิภาพ ไม่ดึงดูดให้นักเรียนสนใจใฝ่รู้ การท่องจำข้อความนี้ ก็คงไม่ช่วยให้เด็กไทยตั้งใจเรียนมากไปกว่าเดิม อาจกล่าวได้ว่า ที่เรายังเห็นเด็กจำนวนมากไปเรียนพิเศษ หรืออ่านตำราห่วยๆ ของกระทรวงศึกษาฯ นั้นไม่ได้เกิดจากความสนใจที่มีต่อตัวเนื้อหาวิชาที่เรียน แต่เกิดจากกลัวที่จะสอบเข้ามหาวิทยาลัยไม่ได้เสียมากกว่า

หรือในข้อที่ ๗ เข้าใจเรียนรู้การเป็นประชาธิปไตย (แปลกที่ข้อนี้มาจากปากของเผด็จการฟาสซิสต์) มันฟังดูเป็นเรื่องที่ดี ที่เยาวชนจะตระหนักและมีความเข้าใจในระบอบการปกครองแบบประชาธิปไตย แต่หากว่าการท่องจำสามารถทำให้เยาวชนไทยบรรลุวัตถุประสงค์ข้อนี้ได้แล้ว เราคงจะไม่เห็นการชุมนุมประท้วงที่ทำลายประชาธิปไตย เพราะหลายครั้งที่ผู้ประท้วงพูดตามๆ แกนนำว่า ตนออกมาชุมนุมประท้วงเพื่อเรียกร้องประชาธิปไตยที่สมบูรณ์ แต่สุดท้ายการกระทำที่ปรากฏคือ การเรียกร้องทหารให้มาทำรัฐประหารเพื่อล้มล้างประชาธิปไตย

เมื่อผมเหลียวมองกลับไป ผมเองผ่านการศึกษาของไทยที่น่าอัปยศอดสู และได้แต่รู้สึก “เสียดาย” เวลาที่เสียไปกับสิ่งไร้สาระที่ไม่ได้ช่วยให้ผมได้รับการศึกษาที่มีคุณภาพเลย ผมผ่านการท่องจำต่างๆ นานา ไม่ว่าจะเป็นเพลงเด็กเอ๋ยเด็กดี หรือคำขวัญคติพจน์ต่างๆ ที่ทุกวันนี้ผมเองยังหาคำตอบไม่ได้ว่าก่อให้เกิดประโยชน์อันใดต่อตัวเอง หรือสังคมรอบข้าง หรือแม้แต่ประเทศด้วยซ้ำ

การที่ประยุทธ์พยายามยามสั่งสอนและใช้อำนาจเผด็จการแทรกซึมผ่านระบบการศึกษาโดยให้เด็กไทยท่องค่านิยม ๑๒ ประการ เป็นการบั่นทอนสติปัญญาของเด็กไทย ทำให้เด็กไทยคิดไม่เป็น คนในสังคมไม่ควรอยู่นิ่งเฉยปล่อยให้สิ่งเลวร้ายเหล่านี้ได้รับการยอมรับ การที่มีกลุ่มนักเรียนจำนวนหนึ่งออกมาต่อต้านค่านิยม ๑๒ ประการจึงเป็นสิ่งที่ควรได้รับการสนับสนุนและปกป้อง นักเรียนนักศึกษาควรออกมาต่อต้าน เพื่อไม่ให้การยัดเยียดค่านิยมของประยุทธ์ทำได้สำเร็จ อันจะเป็นผลร้ายต่อเยาวชนซึ่งเป็นอนาคตของชาติ และท้ายที่สุดเยาวชนไทยของเราต้องคิดเป็น เพื่อที่เขาจะได้ตัดสินใจและเลือกเส้นทางชีวิตซึ่งจะเป็นการกำหนดทางเดินของประเทศ ผมหวังว่า พวกเขาจะไม่ล้มเหลวเหมือนกับคนรุ่นผมที่ไม่สามารถทำให้ประเทศไทยอยู่บนเส้นทางของวิถีประชาธิปไตยและเจริญก้าวหน้าได้

ค่านิยมที่คนไม่นิยม ก็ควรจะเรียกว่าค่าไม่นิยมเสียมากกว่านะประยุทธ์เอ๋ย

- บุเรงนอง
Read More »

" เมื่อผมลี้ภัย " เป็นไท : ตอนพิเศษ 4


หลังจากที่ข้าพเจ้าตัดสินใจเป็นแน่แท้ว่าจะเดินทางออกนอกประเทศ ข้าพเจ้าก็ออกเดินทางในวันที่ ๒๖ พฤษภาคม ๒๕๕๗ การเดินทางออกนอกประเทศครั้งนี้ความรู้สึกไม่เหมือนทุกครั้ง เพราะการไปครั้งนี้ไม่ใช่การท่องเที่ยวที่รู้วันกำหนดกลับ หรือข้าพเจ้าอาจจะไม่มีโอกาสกลับประเทศไทยอันเป็นบ้านเกิดของข้าพเจ้าด้วยซ้ำ ข้าพเจ้าพบเห็นนักท่องเที่ยวเป็นจำนวนมากในประเทศที่ข้าพเจ้าหลบหนีเข้ามา ซึ่งส่วนใหญ่ต้องการออกจากประเทศไทยโดยด่วนอันเนื่องจากสถานการณ์การเมืองไทยที่มีรัฐประหาร และเสี่ยงต่อการเกิดความรุนแรง ข้าพเจ้ามีโอกาสได้คุยกับชาวฟิลิปินส์ ว่าคิดอย่างไรกับรัฐประหารในไทย เขาบอกว่าสถานการณ์ไม่ดีเลย เขารีบหาทางออกนอกประเทศให้เร็วที่สุดดีกว่า ทำไมประเทศ you ไม่ใช้กระบวนการทางประชาธิปไตย ประเทศเราก็มีปัญหาทางการเมือง ปัญหาคอร์รัปชั่น แต่รัฐประหารไม่ใช่ทางออกอย่างแน่นอน

ในขณะที่ข้าพเจ้าเดินทางเพื่อไปเมืองหลวง ก็ปรากฏว่ารถเกิดอุบัติเหตุกลางทาง ได้มีชาวพื้นเมืองเข้ามาสอบถามข้าพเจ้า ว่าเป็นคนไทยเหรอ รออีกสักครู่กำลังเอารถมาเปลี่ยน แล้วเขาก็บอกกับคนอื่นๆว่ามีคนไทยมาด้วย เสียงซุบซิบนินทาก็มากันตลอดทั้งคันรถ ซักครู่ก็มีคนชายคนหนึ่งมาคุยกับข้าพเจ้าเป็นภาษาไทยว่า เมื่อก่อนพวกเราต้องอพยพเข้าประเทศไทย แต่ตอนนี้คนไทยต้องหนีเข้าประเทศพวกเราแล้ว “รัฐประหาร” พวกเราแทบไม่รู้แล้วว่าคืออะไร ไม่มีมานานแล้ว

เมื่อข้าพเจ้าถึงที่ที่พัก ข้าพเจ้าก็พยายามเช็คข่าวสารในเมืองไทยจากหนังสือพิมพ์ภาษาอังกฤษที่พอจะหาอ่านได้ ซึ่งข่าวการรัฐประหารในไทยแม้จะเป็นข่าวใหญ่ แต่ในข่าวส่วนใหญ่ก็ไม่มีเรื่องราวอะไร เป็นการนำเสนอข่าวว่าการรัฐประหารในไทยเหมือนสถานการณ์รอบโลกประจำวัน พาดหัวข่าว Gen Prayuth Chan-o-cha เป็นรูปประยุทธเห็นอยู่ทั่วไป สื่อต่างชาติต่างชี้ว่าสถานการณ์การรัฐประหารในไทยมีการละเมิดสิทธิมนุษยชน มีการควบคุมตัวคนจำนวนหนึ่ง แต่โฆษก คสช. ก็แถลงว่าไม่ได้เป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชน เป็นแค่เรียกเข้ามาทำความเข้าใจ และปรับทัศนคติเท่านั้น

ในวันต่อมา ข่าวกระแสต่อต้านการรัฐประหารในสื่อต่างประเทศก็ครึกโครม การแสดงสัญลักษณ์ ๓ นิ้ว ตามสถานที่ต่างๆ รวมถึงการปิดแมคโดนัลด์ราชประสงค์อย่างมิดชิด ทำให้ผู้คนที่ต่อต้านรัฐประหารเปลี่ยนไปสถานที่อื่นๆทั้ง อนุสาวรีย์ชัยฯ และเทอมินอล 21 มีเพื่อนส่งรูปหนังสือพิมพ์ฉบับหนึ่งมาให้ข้าพเจ้าดู คือ หนังสือพิมพ์คมชัดลึก ที่ระบุว่า “ม็อบต่อต้านกร่อย” ซึ่งมีทิศทางนำเสนอต่างจากหนังสือพิมพ์ต่างประเทศ ข้าพเจ้าก็งงเป็นอย่างมาก เขานำเสนออย่างนี้ได้อย่างไร ทั้งที่ภาพไปสู่สายตาชาวโลกเป็นที่ประจักษ์

สำนักข่าวต่างประเทศหลายที่มาตั้งศูนย์รายงานข่าวการรัฐประหารในไทยที่นี่ (ประเทศที่ข้าพเจ้าลี้ภัยมา) ข้อมูลและภาพจำนวนมากถูกส่งมาที่นี่ การจับผู้ต่อต้านสัญลักษณ์ที่ชูสัญลักษณ์ ๓ นิ้ว รถทหารบรรจุกระสุนกับปืนพร้อมยิงที่ขับมายังบริเวณเทอร์มินอล 21 ที่มีผู้ชุมนุมต่อต้านรัฐประหาร ภาพการเคลื่อนกำลังทหารเป็นจำนวนมากที่เข้ามาในเมือง และภาพการควบคุมตัวผู้ที่มาต่อต้านรัฐประหารมีเป็นจำนวนมาก แต่ในสื่อไทยทั้งสิ่งพิมพ์ วิทยุ โทรทัศน์ โซเชียลมีเดียไม่มีภาพดังกล่าวปรากฏอยู่เลย

ในวันต่อมา ข้าพเจ้าได้รับทราบข้อมูลตลกๆ จากประเทศไทยที่ คสช. มีการแถลงว่า นายทุนตู้ม้าเถื่อนเป็นผู้สนับสนุนการต่อต้านการรัฐประหาร และมีการเผยแพร่คลิปวิดีโอของทหารที่มาประกาศให้มวลชนเดินออกมาแล้วจะเห็นว่าตรงกลางมีคนจ่ายเงินอยู่ พร้อมกับเสียงโห่ร้องตะโกนต่อว่าทหารนายนั้น และภาพที่ผู้คนไม่พอใจรัฐประหารฉีดสเปรย์ใส่รถฮัมวี่ของทหาร และสุดท้ายรายงานข่าวเกี่ยวกับการเรียกตัว ควบคุมตัวที่มีมาตลอด

หลังจากรัฐประหารผ่านไปได้ ๕ วัน พื้นที่ในสื่อต่างประเทศก็เริ่มลดลง แต่ข่าวการเรียกรายงานควบคุมตัวมีอยู่เรื่อยๆ และที่สำคัญคือ ข่าวของการจัดกลุ่มของกลุ่มนักศึกษาที่ลานโพธิ์ ม.ธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ ซึ่งข่าวนี้ข้าพเจ้าพยายามลองถามเพื่อนที่อยู่ในไทยว่าเป็นข่าวในไทยหรือไม่ ปรากฏว่าน้อยมาก

วันรุ่งขึ้นสำนักข่าวต่างประเทศก็ต่างลงข่าวกิจกรรมที่ลานโพธิ์กันทั้งสิ้น ข้าพเจ้าเสียใจมากที่ไม่ได้ไปร่วม ทำให้ข้าพเจ้าตระหนักว่า เรายังมีนักศึกษาประชาชนผู้รักในสิทธิเสรีภาพ ประชาธิปไตย ต่อต้านอำนาจเผด็จการกันอยู่ ทำให้ข้าพเจ้าตระหนักว่าข้าพเจ้าควรกลับไปยังประเทศไทยอันเป็นบ้านเกิดของข้าพเจ้า ชาติ ก็คือ ประชาชน ข้าพเจ้าต้องกลับไปสู้เคียงบ่าเคียงใหล่กับนักศึกษาประชาชน ประเทศไทยที่ข้าพเจ้าเป็นพลเมืองจะต้องเป็นประชาธิปไตย ทำให้ข้าพเจ้าเดินทางกลับประเทศไทยในอีกวันต่อมา

- เป็นไท
 
Read More »

" ศาลทหาร ความอยุติธรรมเผด็จการ "แอนน์แฟรงค์ : ตอน 5


อะไรวะ!! ศาลทหารก็ใช้กับทหารซิ มาใช้กับพลเรือนได้อย่างไร? คงทำได้แค่เสียงคิดในใจเท่านั้น คงจะออกมาประท้วงหรือไม่ยอมรับไม่ได้ ไม่มีสื่อกระแสหลักวิจารณ์เกี่ยวกับเรื่องนี้เลย ศาลทหารคือศาลเดียวตัดสินแล้วจบเลย ไม่ชักช้า ทำงานเร็ว มีการแบ่งระดับชั้นยศไว้สองระดับในศาลจังหวัดทหารกับศาลมณฑลทหาร ส่วนศาลทหารกรุงเทพใช้ได้กับทุกชั้นยศ

เมื่อมีประกาศยึดอำนาจของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ" (คสช.) เมื่อวันที่ 22 พฤษภาคม 2557 ประกาศฉบับที่ 11/2557 ก็ยกเลิกรัฐธรรมนูญ แต่ยังคงการทำหน้าที่ของอำนาจศาลทั้งหลายต่อไป เมื่อเวลาผ่านมาสามวันของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ" (คสช.) ในวันที่ 25 พฤษภาคม 2557 มีประกาศเรื่องเขตอำนาจศาล, ความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา, ความผิดต่อองค์พระมหากษัตริย์ พระราชินี รัชทายาท และผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ ตั้งแต่มาตรา 107 ถึงมาตรา 112 ความผิดต่อความมั่นคงของรัฐภายในราชอาณาจักร ตั้งแต่มาตรา 113 ถึงมาตรา 118 ยกเว้นความผิดซึ่งการกระทำผิดเกิดขึ้นในเขตพื้นที่ที่มีการประกาศใช้พระราชบัญญัติการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร พ.ศ.2551 หรือพระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ.2548
“ความผิดตามประกาศ หรือคำสั่งคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ให้อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีของศาลทหาร” นั่นแสดงให้เห็นว่าความยุติธรรมที่เผด็จการจะมอบให้นั้น เข้าสู่กรอบของทหารเต็มรูปแบบ เพราะมีประกาศฉบับอื่นๆ ตามออกมาเพื่อให้อำนาจศาลทหารรัดกุมมากขึ้น

การใช้ศาลทหารคือการรวบรวมอำนาจมาอยู่ในมือทหารแบบเบ็ดเสร็จ เมื่อเป็นเช่นนั้นคงไม่ต้องหาความยุติธรรม ที่เป็นไปตามกลไกของกฎหมาย ไม่อาจหาความยุติธรรมที่ผู้พิพากษา อัยการจะทำงานแบบตรงไปตรงมาได้อีกแล้ว เพราะทุกคดีที่ขึ้นสู่ศาลทหาร สามารถทำงานตามใบสั่งหรือถูกแทรกแซงจากคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ได้อย่างเต็มที่

นี่อาจจะทำให้คนในสังคมได้เห็นบ้างว่า อย่างน้อยก็มีกลไกของกระบวนการยุติธรรมที่สามารถหาทนายความมาแก้ต่างได้ ขอปล่อยตัวชั่วคราวได้ เหมือนกับศาลธรรมดาพลเรือนทั่วไป แต่ใครจะรู้บ้างว่ากลไกเหล่านี้คือเครื่องมือให้คณะรักษาความสงบแห่งชาติ" (คสช.) ดูดีขึ้น ไม่ป่าเถื่อนจับคนขังเข้าคุก หรือไม่ผ่านกระบวนการยุติธรรม แต่เนื้อแท้ของมันไม่มีความยุติธรรม เพราะเป็นการตัดสินศาลเดียว ไม่มีการอุทธรณ์ ฎีกา การตัดสินศาลเดียวบีบให้คนมักจะยอมรับสารภาพเพื่อให้เหลือโทษกึ่งหนึ่ง ไม่เคยกระทำความผิดมาก่อนก็จะได้รอลงอาญา เพราะคิดว่าสู้ไปก็เสี่ยงที่จะติดคุก และการต่อสู้คดีอาจจะถูกมองว่ามีทัศนคติไม่ดีต่อคณะรักษาความสงบแห่งชาติ" (คสช.)

ตัวอย่างที่เห็นชัด คือกรณี นายธานัท ธนวัชรนนท์ หรือ “ทอม ดันดี” อดีตนักร้องดัง ฐานฝ่าฝืนไม่มารายงานตัวตามคำสั่งเรียกบุคคลให้มารายงานตัว ของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ศาลทหารได้พิพากษาจำคุก นายทอม ดันดี 6 เดือน ปรับ 1 หมื่นบาท ไม่เคยต้องโทษจำคุกมาก่อน ศาลจึงให้โอกาสกลับตัวเป็นคนดี ประกอบกับนายทอม ดันดี ให้การรับสารภาพ โทษจำคุกจึงให้รอลงอาญา 2 ปี
แต่นายทอม ดันดี ถูกเจ้าหน้าที่จากกองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเทคโนโลยี ปอท. จับกุมกรณีปราศรัยเข้าข่ายหมิ่นสถาบันเบื้องสูง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 และความตามผิด พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ แล้วถูกนำตัวมาฝากขังที่ศาลทหาร

ทางเลือกที่ไม่มีทางเลือกของคนที่มาชุมนุมต่อต้านรัฐประหารหรือไม่มารายงานตัวก็รับสารภาพ เพราะทำให้เรื่องจบเร็วและไม่เสี่ยงกับการลงโทษไม่รอลงอาญา และบางคนก็มีคดีอื่นอยู่ด้วย ส่วนคดีตามมาตรา 112 หรือคดีอาวุธ ซึ่งถือว่าร้ายแรงกว่า ก็เห็นหลายคนตั้งทนายสู้คดี เพราะคนที่ถูกจับมาถูกควบคุมตัวตามประกาศกฎอัยการศึกมาก่อนทั้งนั้น การขอปล่อยตัวชั่วคราวในระหว่างฝากขัง ต้องเอาผู้ต้องหาไปปล่อยตัวที่เรือนจำ ทั้งที่ศาลอนุญาตให้ปล่อยตัวชั่วคราวแล้ว ซึ่งต่างกับศาลทั่วไปที่จะปล่อยตัวที่ศาลได้เลย

เมื่ออัยการมีความเห็นสั่งฟ้องจำเลย ก็ใช้วิธีการเดิมคือเอาจำเลยไปเรือนจำแล้ว เอาใบปล่อยตัวไปปล่อยที่เรือนจำ ในทางหนึ่งก็คือให้คนได้ลิ้มรสของเรือนจำ ให้เห็นกลไกในเรือนจำว่าถ้ายังแข็งข้อกับทหารพวกคุณได้กลับมาอยู่ที่นี่แน่นอน เป็นการข่มขู่ทางอ้อม ทำให้คนที่ถูกกระทำรู้ว่าถ้ายังแข็งขืนจะโดนอะไร

ส่วนการไต่สวนสืบพยาน ยังให้สิทธิในการมีทนายความเพื่อต่อสู้คดีได้อย่างเต็มที่ แต่ผู้พิพากษาเป็นทหารและอยู่ภายใต้คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) จะทำให้เชื่อมั่นได้อย่างไรว่าจะพิพากษาอย่างยุติธรรมอย่างแท้จริง เพราะในบางคดีก็จะเห็นว่าอัยการทหารก็ไม่สมควรจะสั่งฟ้อง ก็มีการสั่งฟ้อง ตำรวจไม่ควรจะส่งฟ้องก็ส่งฟ้อง ทำให้เห็นว่ากลไกเริ่มต้นของกระบวนการยุติธรรมภายใต้กฎอัยการศึกและต้องขึ้นศาลทหาร ไม่มีความยุติธรรมที่แท้จริง ตำรวจไม่มีอำนาจตัดสินใจเอง และไม่เป็นอิสระ ต้องทำงานเป็นองค์คณะซึ่งมีทหารนั่งอยู่ด้วย
อัยการทหาร ซึ่งเป็นผู้ใต้บัญชาโดยตรงของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ผู้พิพากษาซึ่งเป็นผู้ใต้บัญชาโดยตรงของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ" (คสช.) แล้วเราจะร้องหาความยุติธรรมภายใต้ล้อตีนตะขาบ ถูกกดหัวด้วยปลายกระบอกปืนได้อย่างไร กระบวนการยุติธรรมจอมปลอมที่ต้องขึ้นตรงกับทหาร สั่งขังก็ขัง สั่งปล่อยก็ปล่อย แต่เราก็หลีกเลี่ยงไม่ได้ ตราบใดที่ขบวนการประชาชนยังไม่มีการจัดตั้งเป็นองค์กรอย่างเข้มแข็ง ไหนเลยจะต่อสู้กับองค์กรทหารที่มีทั้งอาวุธ บุคลากร ทรัพย์สิน และที่สำคัญองค์กรศาลที่เกี่ยวข้องกับความยุติธรรมก็เป็นเครื่องมือหนึ่งของทหารไปแล้ว ประชาชนยังมีความหวังถ้าเชื่อมั่นในพลังของตัวเอง!!

- แอนน์ แฟรงค์
Read More »

" ประสบการณ์จากผู้ลี้ภัย " เสียงสามัญ : ตอน 3


ในคราวนี้เนื่องจากผู้เขียนได้มีโอกาสคุยทางออนไลน์กับ ส. ชายหนุ่มหน้าซื่อเปี่ยมด้วยความใฝ่รู้ ที่ต้องออกนอกประเทศไป เนื่องด้วยเขากังวลเรื่องคดีที่เขาถูกออกหมายจับหลังรัฐประหาร คดีจากความผิดที่ไม่ถูกยอมรับในประเทศนี้ว่าเป็นคดีทางการเมือง คดีความคิด และผู้เขียนคิดว่าหากเราเป็นประเทศเสรีประชาธิปไตยสิ่งเหล่านี้ก็คงไม่ถือเป็นความผิด
ใช่แล้วครับ ผู้เขียนหมายถึงความผิดตาม ม. 112 จึงขอเล่าประสบการณ์ของ ส. จากที่ได้คุย ทั้งเรื่องการอยู่อย่างหลบๆ ซ่อนๆ ในไทยด้วยความกังวล และชีวิตหลังออกจากประเทศไป โดยขอไม่กล่าวถึงชื่อและประเทศที่ ส. ไปอยู่

ทำไมถึงตัดสินใจหลบออกจากประเทศ?
ส. : เพราะผมรู้สึกไม่มั่นใจในการใช้ชีวิตอยู่ในประเทศ จากการโดนหมายจับ และมีเพื่อนในทีมโดนจับไปก่อนหน้านั้นแล้ว

ก่อนที่จะหลบออกไปนั้น อยู่อย่างไรในไทย?
ส. : ในไทยผมอาศัยบ้านเพื่อนรุ่นน้องคนหนึ่ง ตามคำแนะนำของเพื่อนผม โดยอาศัยเงินจากทางบ้านส่งมาบ้าง เงินจากเพื่อนบ้าง

หลบออกไปอยู่ต่างประเทศแล้วเป็นอย่างไรบ้าง ชีวิตความเป็นอยู่ตอนนี้?
ส. : ชีวิตความเป็นอยู่ตอนนี้ สบายดีครับ ค่าใช้จ่ายพอมีครับ ไม่ถึงกับลำบาก ตอนนี้ช่วยกิจกรรมสถานีวิทยุออนไลน์ กับเพื่อนๆ

สิ่งที่กังวลที่สุดตอนนี้คืออะไร?
ส. : สิ่งที่กังวลตอนนี้ น่าจะเป็นค่าใช้จ่ายในระยะยาวครับว่าจะอยู่ได้ไหม ไปพร้อมๆ กับการปรับตัวเข้ากับกลุ่มเพื่อน

มีแผนจะกลับมาประเทศไทยหรือไม่?
ส. : ยังไม่มีแผนที่จะกลับมาครับ อาจจะตียาวไปอีก 4-5 ปี รอสถานการณ์สงบ

ก่อนที่จะเดินทางไปต่างประเทศนั้น อยากให้เล่าประสบการณ์การใช้ชีวิต มีเหตุการณ์ไหนที่ทำให้กลัว?

ส. : เหตุการณ์ที่ทำให้กลัวน่าจะเป็นวันสุดท้ายก่อนออกจากที่พักในจังหวัดภาคใต้แห่งหนึ่งครับ เพราะหลังจากเพื่อนถูกจับแล้ว รู้สึกถึงความไม่ปลอดภัย จนแทบไม่มีทางเลือก จนผมเกือบจะบวชเพื่อหนีภัย ไฟท์บังคับแล้วตอนนั้น แต่โชคดี ที่น้องเขา(คนรู้จัก) หาทางออกโดยการเดินทางออกจากพื้นที่ขึ้นกรุงเทพ

รัฐประหารส่งผลยังไงกับการใช้ชีวิตและคดีความ?

ส. : งานที่บ้านช่วงนี้ก็ต้องทิ้งไปเลยตั้งแต่มีคดี โดยให้ที่บ้านหาทางรอดเอาเอง ถ้ามีงานใหญ่ๆ ที่ต้องใช้คนเยอะมาช่วย เพราะผมอยู่ก็ทำอะไรไม่ได้ สู้ผมไปดีกว่า

ตอนนี้มีห่วงอะไรในประเทศหรือไม่?
คงห่วงร้านครับ เพราะเขาก็อยู่กันแบบเดิม ไม่ได้ดิ้นรนอะไรหลังจากผมออกจากบ้านมาแล้ว ผมเลยยกเงินที่ทางบ้านจะมาช่วยผม ให้เอาไปเลี้ยงหลาน(ลูกของน้องสาว) ที่จะคลอดแทน

อยากให้เล่าเหตุการณ์ที่ประทับใจและเหตุการณ์ที่ทำให้รู้สึกไม่ปลอดภัยมาสักหนึ่งเหตุการณ์ ทั้งก่อนออกประเทศและหลังจากออกประเทศไปแล้ว?

ส. : เหตุการณ์ที่ประทับใจ คงจะเป็นวิถีชีวิตในชุมชนที่ผมไปอาศัยอยู่ก่อนออกจากประเทศ ซึ่งเป็นชุมชนมุสลิม ที่ค่อนข้างจะสายกลางนิดนึง ถ้าเพื่อนผมไม่โดนจับ ผมคิดไปแล้วว่า คงเข้าอิสลาม แล้วอาศัยเรียนศาสนา ไปพร้อมๆ กับทำงานให้มัสยิด แลกข้าวพอได้อาศัยไปวันๆ ครับ เพราะคงเป็นตัวเลือกที่ผมคิดไว้ แต่ก็ไม่กล้าพูด เพราะทุกๆ คนจะยัดเยียดให้ผมบวชพระ อย่างเดียว
ส่วนเมื่อออกนอกประเทศไปแล้วนั้นเหตุการณ์ที่ประทับใจในการใช้ชีวิตร่วมกับเพื่อนๆ ที่ลี้ภัยด้วยกัน เพราะผมแทบไม่มีโอกาสใช้ชีวิตร่วม กับเพื่อนๆ แบบยาวๆ เลย นอกจากเจอกัน ทักกันสั้นๆ ตามเวทีเสวนา กับตามค่ายอาสา ส่วนดินแดนที่ผมอยู่ ก็ทั่วๆ ไป ผู้คนในท้องถิ่นเป็นมิตรเหมือนอยู่เมืองไทย
ขณะที่เหตุการณ์ที่น่ากลัว คงจะเป็นช่วงนี้ครับ เพราะต้องระวังตัวกันหลายๆ เรื่อง หลังสถานีวิทยุออนไลน์ที่ทำร่วมกับเพื่อนๆ ต้องหยุดชั่วคราว เนื่องจากจากทางการไทยพยายามใช้วิธีบีบทางการทูต

----------------
อย่างที่ผู้เขียนกล่าวในข้างต้นว่า คดีความผิดตามมาตรา 112 หรือคดีหมิ่นประมาทกษัตริย์นั้น หากเป็นประเทศเสรีประชาธิปไตยก็อาจไม่ถือเป็นความผิด หากจะเป็นความผิดหลายประเทศก็ไม่เอามาตรานี้มาใช้กัน หรืออาจเรียกผู้ต้องหาในคดีนี้ว่าเป็นนักโทษทางความคิด นักโทษทางการเมือง ซึ่งไม่ใช่และมีวิธีปฏิบัติที่ต่างจากอาชญากร
และสิ่งสำคัญที่ทำลายหลักประกันเรื่องความยุติธรรมในคดีนี้ คือเรื่องการดำเนินคดีที่ผู้ต้องหาแทบทั้งหมดไม่ได้สิทธิการปล่อยตัวชั่วคราวหรือสิทธิการประกันตัวในระหว่างสู้คดี สวนทางกับสิ่งที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา กล่าวเมื่อวันที่ 8 ต.ค.ที่ผ่านมาถึงผู้ต้องหาคดีนี้ ว่า “ผิดตรงไหน ก็ขึ้นก็จบแล้ว สู้ 3 ศาล บางทีศาลตัดสิน ตายแล้วยังตัดสินไม่ได้เลย” เพราะความเป็นจริงผู้ต้องหาในคดีนี้นอกจากระหว่างสู้คดีในชั้นศาลจะไม่ได้ประกันตัวแล้ว แม้แต่ในชั้นพนักงานสอบสวนและอัยการ ก็ยังถูกฝากขังโดยไม่ได้ประกันตัวเช่นกัน
การไม่ได้รับสิทธิประกันตัวหรือปล่อยตัวชั่วคราวนั้น ส่งผลต่อความยุติธรรมอย่างน้อย 2 ประการ คือ ประการที่หนึ่ง เป็นการลงโทษผู้ถูกกล่าวหาก่อนที่จะถูกตัดสิน คือ เพียงแค่คุณถูกกล่าวหาในคดีนี้ คุณก็ถูกลงโทษด้วยการติดคุกแล้ว โดยที่ยังไม่รู้ว่าผิดจริงหรือไม่ โดยที่ศาลยังไม่มีคำพิพากษาเลย
ประการที่สอง เป็นการลดความสามารถในการสู้คดีของผู้ถูกกล่าวหา ทำให้เกิดความยากลำบากในการเตรียมข้อมูลในการสู้คดี และประการที่สาม เป็นการบีบให้ผู้ต้องหาเลือกที่จะสารภาพตามข้อกล่าวหามากกว่าที่จะสู้คดีเพื่อยืนยันความบริสุทธิ์ เพราะหากระหว่างสู้คดียังถูกคุมขังอยู่ก็เท่ากับยิ่งสู้คดีนั่นหมายความว่ายังอยู่ในคุกและยิ่งถูกขังคุกนานขึ้น แต่หากเลือกสารภาพ แม้ไม่ได้ทำ อย่างน้อยก็ได้รับการลดโทษด้วย เป็นต้น
เหล่านี้จึงเป็นการทำลายหลักประกันว่าด้วยความยุติธรรม ผู้เขียนคิดว่า ต่อให้ผู้อ่านเป็นผู้ที่อยากให้กฎหมายมาตรานี้คงอยู่นิรันดร์ ก็คงไม่อาจยอมรับความอยุติธรรมของกระบวนการยุติธรรมแบบนี้เป็นแน่แท้

- เสียงสามัญ
 
Read More »