Wednesday, March 18, 2015

เพราะทุกครั้ง พระมหากษัตริย์ลงพระปรมาภิไธย มอบ ("พระราชทาน")

ที่ ทหารทำรัฐประหารได้ซ้ำแล้วซ้ำเล่าโดยไม่เคยถูกลงโทษ ก็เพราะทุกครั้ง พระมหากษัตริย์ลงพระปรมาภิไธย มอบ ("พระราชทาน") ความชอบธรรมให้กับการรัฐประหารเหล่านั้นทุกครั้งไป

และดังนั้น ความรับผิดชอบของการที่คณะรัฐประหารได้อำนาจอย่างผิดกฎหมายจึงอยู่ที่สถาบันกษัตริย์ด้วย
นี่ไมใช่ผมเสนอเองด้วยซ้ำ แต่คือนัยยะของ "ทฤษฎีบวรศักดิ์" ที่รู้จักกันดีในวงการกฎหมายมหาชน (แน่นอน บวรศักดิ์โง่เกินกว่าจะคิดถึงนัยยะนี้ และที่สำคัญ ในเมือเขาเสนอภายใต้ภาวะที่มี ๑๑๒ คุมอยู่ จึงไม่มีใครในประเทศไทยสามารถพูดถึงนัยยะนี้อย่างตรงๆออกมาได้)
คือบวรศักดิ์เสนอว่า ก่อนรัฐประหาร อำนาจอธิปไตยเป็นของกษัตริย์และประชาชนร่วมกัน ไมใช่ของประชาชนเท่านั้น ตามระบอบประชาธิปไตยที่เข้าใจกันทางสากล บวรศักดิ์เขียนว่า (กฎหมายมหาชน เล่ม ๒ ฉบับพิมพ์ปี ๒๕๕๐ หน้า ๑๘๒-๑๘๓)
"...ในทางกฎหมาย เมื่อมีการรัฐประหารเลิกรัฐธรรมนูญ ก็ต้องถือว่าอำนาจอธิปไตยที่เคยพระราชทานให้ปวงชนนั้นกลับคืนมายังพระมหา กษัตริย์ผู้ทรงเป็นเจ้าของเดิมมาก่อน ๒๔ มิถุนายน ๒๔๗๕ .... [เมื่อเกิดรัฐประหาร] ระดับสูงสุดคือสถาบันพระมหากษัตริย์ยังดำรงอยู่ และยังทรงเป็นเจ้าของอำนาจอธิปไตยที่กลับคืนมาเป็นของพระองค์ด้วย .."
ดังนั้น โดยนัยยะของ "ทฤษฎี" ของบวรศักดิ์เอง การที่พระมหากษัตย์ลงพระปรมาภิไธยแต่งตั้งคณะรัฐประหารและให้อำนาจการปกครอง แก่ระบอบรัฐประหาร (ล่าสุดคือ มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯตั้งประยุทธ เป็นหัวหน้า คสช เมื่อวันที่ ๒๕ พฤษภาคม ๒๕๕๗ และลงพระปรมาภิไธย ให้ธรรมนูญของ คสช เมื่อวันที่ ่๒๒ กรกฎาคม ๒๕๕๗)
จึงเป็นการใช้อำนาจของพระองค์ล้วนๆ (ตามทฤษฎีบวรศักดิ์เอง - คือจะอ้างว่า มีหัวหน้า รปห ลงนามรับสนองก็ไม่ได้ เพราะตาม "ทฤษฎี" ของบวรศักดิ์ อำนาจอธิปไตยไม่ได้อยู่กับคณะรัฐประหาร เขาเขียนเองว่า "ส่วนคณะรัฐประหารไม่ใช่เจ้าของอำนาจอธิปไตย" ดังนั้น คณะรัฐประหารไม่มีอำนาจทางกฎหมายใดๆที่จะอ้างในการลงนามรับผิดชอบการตั้ง ระบอบการปกครองนี้ได้ เพราะอำนาจเป็นของกษัตริย์ล้วนๆ)
จึงต้องถือเป็นความรับผิดชอบของสถาบันกษัตริย์ ทีทุกวันนี้ คณะรัฐประหารอยู่ในอำนาจและอ้างความชอบธรรมในการใช้อำนาจอยู่ได้
Read More »

Thursday, February 26, 2015

หนังสือ ข้อเท็จจริงกรณีสวรรคต รัชกาลที่8 ฉบับสมบูรณ์ - สุพจน์ คนด่านตะกูล(ต้องห้าม)

หนังสือ ข้อเท็จจริงกรณีสวรรคต รัชกาลที่8 ฉบับสมบูรณ์ - สุพจน์ คนด่านตะกูล(ต้องห้าม)


 เป็นหนังสือที่รวบรวมเอกสารลับและ ประกอบคำให้การของพยานทั้ง6ในวันเกิดเหตุ ณ พระที่นั่งบรมพิมาน และคำวินิจฉัยทางการแพทย์ ซึ่งหาไม่ได้จากหนังสือเล่มใดที่เกี่ยวกับกรณีสวรรคต

http://www.mediafire.com/…/หนังสือ_ข้อเท็จจริงกรณีสวรรคต_-ส…

เนื่องจากรัชกาลที่ 7 ไม่มีพระอนุชา ไม่มีพระโอรสและธิดา ตามกฎมณเฑียรบาลการสืบราชสันตติวงศ์ จะต้องกระทำโดยการสืบเชื้อพระวงศ์จากวงในสุดออกมา ซึ่งท่านแรกคือ พระองค์เจ้าจุลจักรพงษ์ แต่เนื่องจากท่านมีแม่เป็นชาวรัสเซีย มีพระชายา(ภรรยา)เป็นชาวอังกฤษ เป็นการผิดกฎมณเฑียรบาล จึงไม่สามารถขึ้นมาเป็นกษัตริย์ได้ องค์ถัดมาคือ พระองค์เจ้าวรานนท์ธวัช แต่เนื่องจากมีพระชายา(ภรรยา)เป็นชาวตะวันตก จึงไม่ได้รับเลือกอีกเช่นกัน
ตำแหน่งจึงตกมาอยู่กับพระองค์เจ้าอานันทมหิดลในที่สุดอันที่จริงพระองค์เจ้า อานันทมหิดล และพระองค์เจ้าภูมิพล มีพ่อคือกรมหลวงสงขลานครินทร์กับนางสาวสังวาลย์ ตะละภัฏ ซึ่งเป็นหญิงสามัญชน ลูกจีน ลูกที่เกิดมาจึงมีศักดิ์เป็นเพียงหม่อมเจ้าเท่านั้น แต่เนื่องจากกรมหลวงสงขลาฯเป็นบิดาทางการแพทย์ สร้างคุณงามความดีไว้มาก รัชกาลที่ 7 จึงโปรดเกล้าฯให้ลูกของกรมหลวงสงขลาเลื่อนฐานันดรศักดิ์เป็นพระองค์เจ้า เพื่อตอบแทนที่กรมหลวงสงขลาฯต้องสิ้นพระชนม์ในวัยหนุ่มฉกรรจ์ในการบุกเบิก การแพทย์ไทย เมื่อครั้งที่พระองค์เจ้าอานันทมหิดลเป็นกษัตริย์ พระองค์มีอายุเพียง 9 พรรษาเท่านั้นและกำลังศึกษาอยู่ที่สวิสเซอร์แลนด์ รัชกาลที่ 8 เมื่อทรงพระเจริญวัยขึ้น ได้รับอิทธิพลจากตะวันตกมามาก โดยเฉพาะความรู้ทางด้านการปกครอง ถึงแม้พระองค์จะได้ชื่อว่ามีเชื้อสายกษัตริย์ แต่ก็มีพระราชประสงค์ให้ประชาชนอยู่ดีกินดี มีการปกครองตนเอง อีกทั้งได้รับอิทธิพลจากการสละราชบัลลังก์ของรัชกาลที่ 7 จึงมีพระราชดำริที่จะสละราชสมบัติและเลิกล้มระบบกษัตริย์ เพราะเห็นว่ายุคนี้การเป็นกษัตริย์นั้น เป็นการเอาเปรียบประชาชน และผู้ปกครองประเทศควรมาจากการเลือกตั้ง โดยพระองค์จะลงเล่นการเมืองในระบอบประชาธิปไตยด้วยตนเอง
เรื่องนี้อาจทำให้ราชวงศ์ไม่สบายพระทัยมาก ทำให้เกิดความขัดแย้งกันขึ้นได้ เหตุการณ์ที่สำคัญอีกประการหนึ่งคือ รัชกาลที่ 8 ทรงเห็นด้วยกับความคิดในการปรับปรุงประเทศของ ดร.ปรีดี พนมยงค์ ซึ่งเคยเป็นผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์อยู่ระยะหนึ่ง โดยเฉพาะเค้าโครงเศรษฐกิจของชาติที่มีเนื้อหาการจัดระบบสหกรณ์ และการปฏิรูปที่ดินอย่างขนานใหญ่ทั่วประเทศ และเรื่องนี้กระทบกระเทือนผลประโยชน์ของพวกศักดินาอย่างรุนแรง เพราะพวกศักดินาเป็นเจ้าของที่ดินส่วนใหญ่ของประเทศไทย พวกศักดินาจึงใส่ร้ายหาว่า ดร.ปรีดี เป็นภัยต่อสถาบัน
เนื่องจากพระองค์ทรงเป็นกษัตริย์หนุ่มที่เลือดรักชาติแรงกล้าและเห็นใจ ประชาชนเป็นพื้น จึงทรงออกนั่งตุลาการด้วยตนเอง ทั้งยังออกเยี่ยมประชาชน อยู่เนืองๆ เช่น คนจีนที่สำเพ็ง ซึ่งปรากฏว่าชาวจีนถวายความนับถือและจงรักภักดีมาก การออกเยี่ยมตามที่ต่างๆทำให้พระองค์ได้สัมผัสกับชีวิตความเป็นอยู่ของ ประชาชนอย่างแท้จริง ทำให้ความคิดของพระองค์ ยิ่งขัดแย้งกับพวกศักดินามากขึ้นเป็นลำดับ
ราชวงศ์จึงมีความหวาดประหวั่นและยอมไม่ได้ที่พระองค์มีแนวโน้มว่าอาจจะลาออก หรือยกเลิกสถาบันพระมหากษัตริย์ อันหมายถึงเกียรติยศชื่อเสียงและผลประโยชน์จำนวนมหาศาล ที่จะดลบันดาลความสุขสบายแก่ตนเองและวงศ์ตระกูลไปตลอดชาติต้องอันตรธานใน พริบตา นอกจากนี้ยังมีข่าวลือความขัดแย้งอื่นๆ ข่าวลือเรื่องการคิดจะแต่งงานใหม่ของราชวงศ์ชั้นสูงที่เป็นหม้ายเมื่อยังสาว รวมถึงข่าวลือเรื่องชู้สาว จนนำไปสู่ความขัดแย้งภายในราชวงศ์ที่เริ่มประทุมากขึ้น และการชิงดีชิงเด่นเพื่ออำนาจและผลประโยชน์อันมหาศาลซึ่งเป็นปกตินิสัยของ พวกศักดินาที่มีมาโดยตลอดหลายชั่วอายุคน...
โดยปกติวิสัยของรัชกาลที่ 8 ชอบสะสมปืนมาก และมีปืนของรัชกาลที่ 8 อยู่กระบอกหนึ่งซึ่งไกปืนอ่อนมาก และราชวงศ์บางท่านชอบเอาปืนไปจี้คนนั้นคนนี้ บางครั้งเอาปืนมาจ่อรัชกาลที่ 8 ทำท่ายิงเล่นๆ จนผู้คนในวังเห็นเป็นเรื่องปกติไปเสียแล้ว แต่แล้วสิ่งที่ไม่มีใครคาดฝันก็ได้เกิดขึ้น
เมื่อเวลา 8.30 น. ของวันที่ 9 มิถุนายน 2489...... เสียงปืนดังขึ้น 1 นัด จากห้องบรรทม ชั้นบนของพระที่นั่งบรมพิมาน ต่อจากนั้นอีกไม่กี่นาที นายชิต ยามมหาดเล็ก วิ่งหน้าตื่นไปทูลพระราชชนนีว่า “ ในหลวงทรงยิงพระองค์ ” การสิ้นพระชนม์ของรัชกาลที่ 8 นั้น ศาลอาญา ศาลอุทธรณ์และศาลฎีกา สรุปตรงกันว่า เกิดโดยการลอบปลงพระชนม์ มิใช่การปลงพระชนม์เอง เพราะว่าแผลที่ทำให้พระองค์สวรรคตอยู่ที่หน้าผาก กระสุนทะลุออกทางท้ายทอย ซึ่งแสดงว่าไม่ใช่การฆ่าตัวตาย เพราะผู้ที่อัตวินิบาตกรรม ส่วนมากจะยิงขมับและหัวใจเท่านั้น นอกจากนี้ นายแพทย์ใช้ ยูนิพันธ์ ยังให้ความเห็นว่า แผลของพระองค์เกิดจากการอัตวินิบาตกรรมไม่ได้ เพราะวิถีกระสุนเฉียงลง ผู้ที่ยิงตนเอง ต้องยกด้ามปืน หันปากกระบอกปืนลง เป็นของทำได้ยาก
นอกจากนี้ ยังมีข้อมูลที่น่าสังเกตดังนี้
1. ผู้ที่ฆ่า คงมิใช่บุคคลอื่นที่อยู่นอกพระที่นั่งบรมพิมาน เพราะว่าได้มีการจัดทหาร ตำรวจวัง ล้อมรอบพระที่นั่งอย่างเข้มงวด รัชกาลที่ 8 สิ้นพระชนม์ในเวลา 9โมงเศษ ซึ่งในเวลานั้นจะมีผู้คนพลุกพล่านบนพระที่นั่ง
แล้วหลังจากที่ถูกยิงแล้ว คณะแพทย์ส่วนใหญ่ได้ตรวจพระศพ และวินิจฉัยว่าแผลที่เกิดจากการยิงห่างจากหน้าผากไม่เกิน 5 ซม. แสดงว่าผู้ที่ยิงต้องเอาปืนกระชับยิงลงไปที่หน้าผาก ทั้งนี้เมื่อตรวจมุ้งของรัชกาลที่ 8 แล้ว ไม่ปรากฏว่ามีรอยทะลุ แสดงว่าผู้ร้ายต้องเลิกมุ้งออก แล้วจึงเอาปืนจ่อยิงในหลวง โดยที่ “ผู้ที่ยิงต้องเป็นคนรูปร่างสูง แขนยาว” จึงจะทำได้สะดวก เพราะจากขอบเตียงถึงบาดแผลมีระยะห่างกันถึง 66 ซม. ถ้ารูปร่างเล็กแขนสั้นจะทำไม่ได้ จะเห็นว่าถ้าผู้ร้ายเป็นบุคคลอื่น ซึ่งไม่สนิทสนมกับรัชกาลที่ 8 มากๆแล้ว จะกระทำการดังกล่าวไม่ได้เลย เพราะเป็นการเสี่ยงภัยและไม่มีทางสำเร็จ เพราะพระองค์นอนตั้งแต่เวลา3ทุ่มของคืนวันที่ 8 มิ.ย. จนตื่นขึ้นมาในเวลาเช้าตรู่ของวันที่ 9 มิ.ย. และเข้านอนถึงสองระยะย่อมหลับไม่สนิท เพราะปกติในหลวงไม่เคยตื่นสายกว่า 8.30 น. เลย ดังนั้นถ้ามีคนเลิกมุ้งย่อมมีเสียง เพราะมุ้งมีเหล็กทับอยู่ ทำให้พระองค์ต้องรู้ตัวก่อนที่ผู้ร้ายจะทำการได้
นอกจากนี้ถ้ามีผู้ร้ายภายนอกแอบเข้าไปในห้องบรรทม ก็ต้องเข้าไปในเวลากลางคืนและยิงในเวลานั้นเลย เพราะปลอดคน ทั้งหนีสะดวก มิใช่รอจนเวลาเช้าจึงยิง อันจะทำให้ต้องแอบซ่อนตัวอยู่เป็นเวลานาน ซึ่งเป็นการเสี่ยงภัยมากกว่า และหากมีผู้ร้ายซ่อนตัวอยู่จริง ย่อมไม่อาจรอดสายตาพระชนนี และมหาดเล็กที่เข้าไปถวายน้ำมันละหุ่งให้รัชกาลที่ 8 ได้
2. ตามธรรมดานั้น ปรากฏในประวัติศาสตร์เสมอมาว่า มีการปลงพระชนม์เพื่อชิงราชสมบัติ ประโยชน์จากการตายของรัชกาลที่ 8 ผู้ที่น่าสงสัยที่สุดก็คือ ผู้ที่ได้รับประโยชน์มากที่สุดจากกรณีสวรรคต ทั้งในด้านลาภยศและทรัพย์ศฤงคาร
3. คำให้การ มีพิรุธมากเพราะ-ทุกคนที่อยู่ในพระที่นั่งได้ยินเสียงปืนดังสนั่น ทั้งชั้นล่างและชั้นบน มีแต่พระอนุชา (รัชกาลที่9) และพระชนนีเท่านั้นที่ไม่ได้ยินเสียงปืน
-พระพี่เลี้ยงเนื่อง จินตะดุลย์ (ภายหลังได้เป็นท้าวอินทรสุริยา) นักเรียนพยาบาลรุ่นเดียวกับพระชนนี ให้การว่า ตนอยู่ในห้องพระอนุชา (รัชกาลที่ 9 ) 20 นาที ก่อนมีเสียงปืน และไม่พบพระอนุชา(รัชกาลที่9) ในห้องนั้นเลย
-พระอนุชา(รัชกาลที่ 9)บอกให้กรมขุนชัยนาทฯ ฟังว่า ขณะที่ผู้ร้ายยิงปืนนั้น ตนเองอยู่ในห้องของตน ขัดแย้งกับคำให้การของพี่เลี้ยงเนื่อง จินตะดุลย์ ซึ่งอยู่ในห้องของพระองค์ในขณะนั้น
- นายเวศน์ สุนทรวัฒน์ มหาดเล็กหน้าห้องพระอนุชา (รัชกาลที่ 9)ให้การว่า แม้ห้องนอนของพระอนุชา มีประตูติดกับห้องเครื่องเล่น แต่ประตูนี้ปิดตายตลอดเวลา ถ้าพระอนุชา ต้องการจะเข้าห้องเครื่องเล่น จะต้องเข้าทางประตูด้านหน้าของห้องเครื่อง มิใช่เข้าทางประตูด้านหลังซึ่งติดต่อกับห้องของพระอนุชา
การที่พระอนุชา (รัชกาลที่ 9) ให้การว่าตนเข้าๆ ออกๆ ระหว่างห้องเครื่องเล่นกับห้องนอนตนเองนั้นน่าจะเป็นพิรุธ โดยปกติเมื่อ กินข้าวเช้าอิ่ม ท่านอาจจะเดินไปถึงหน้าห้องบรรทมของในหลวง(รัชกาลที่ 8) ก่อนเสียงปืนไม่นานนักและเข้าไปในห้องนั้น โดยที่นายชิตและบุศย์มิได้ห้ามปราม เพราะตามคำให้การของพระพี่เลี้ยงเนื่องนั้น ปรากฏว่าพี่น้องคู่นี้นั้น ถ้าผู้ใดตื่นก่อน มักจะเข้าไปยั่วเย้าอีกคนหนึ่งให้ตื่น ฉะนั้นนายชิตและบุศย์ ย่อมไม่สงสัยว่าเหตุใดพระอนุชาจึงเข้าไปในห้องในหลวง
ปัญหาสุดท้ายก็คือ จะเป็นเรื่องอุบัติเหตุได้หรือไม่ ไม่น่าจะเป็นอุบัติเหตุ เพราะถ้าเป็นการเอาปืนล้อกันเล่น ก็ไม่น่าจะถึงกับเอาปืนจ่อกระชับเข้าไปที่หน้าผากเป็นอันขาด ( ตามการตรวจแผลของนายแพทย์สุด แสงวิเชียร ) เพราะน่าจะย่อมรู้เหมือนกับคนอื่นทั่วไปว่า ปืนกระบอกนั้นไกอ่อน ถ้ากระชับปืนเข้าที่หน้าผากขนาดนั้น ย่อมเป็นการเสี่ยงภัยจนเกินไป สำหรับคำให้การของนายฉลาด เทียมงามสัจ ที่เฝ้าเครื่องเสวยอยู่มุขหน้านั้น เป็นผู้ได้รับประโยชน์จากการโกหกของตนเอง นายฉลาดยอมรับในศาลว่า ตั้งแต่ถูกเรียกตัวไปสอบสวน ก็ได้เบี้ยเลี้ยงจากสันติบาลวันละ 3 บาท นอกจากนี้หลังจากที่ถูกปลดจากสำนักราชวัง ฐานหย่อนความสามารถเมื่อเดือน ม.ค. 2491 ก็ยังได้รับการบรรจุเข้าทำงานที่ธนาคารแห่งประเทศไทย ด้วยความสนับสนุนของพนักงานสอบสวน ข้อที่ชี้ชัดได้ว่านายฉลาดโกหกก็คือ การที่นายฉลาด บอกว่าไม่เห็นผู้ร้ายวิ่งออกจากห้องบรรทมเลย นี่เป็นการโกหกชัดๆ เพราะเมื่อมีการปลงพระชนม์เกิดขึ้นแล้ว ผู้ร้ายที่ไหนจะยอมอยู่เป็นเหยื่อในห้องบรรทม จะต้องวิ่งหนีออกจากห้องนั้น
ส่วนนายชิตกับนายบุศย์นั้น ตกอยู่ในฐานะน้ำท่วมปาก พูดมากไม่ได้ เพราะการฟ้องร้องคดีสวรรคตนี้เกิดขึ้นหลังจากที่พวกทหารก่อรัฐประหารล้มล้าง รัฐบาลเลือกตั้ง ผลจากรัฐประหารทำให้พระพินิจชนคดี ซึ่งเป็นพวกของฝ่ายศักดินาได้เป็นอธิบดีกรมตำรวจ และดำเนินการสอบสวน นายชิตเองถูกฉีดยาให้เคลิบเคลิ้ม ถูกขู่เข็ญสารพัด ทั้งคู่รู้ดีว่า พวกศักดินาและพระพินิจฯ จะต้องเล่นงานพวกนายปรีดี พนมยงค์ให้ได้ โดยใช้กรณีสวรรคตเป็นเครื่องมือ ฉะนั้นถึงตนพูดความจริง ก็ไม่มีประโยชน์ ซ้ำจะเป็นอันตรายถึงครอบครัว จึงยอมสงบปาก หวังที่จะได้รับความเมตตาของศาล และอย่างน้อยที่สุด ทั้งคู่น่าจะได้รับคำรับรองจากศักดินาว่า ถ้าศาลตัดสินประหารชีวิต น่าจะได้รับการอภัยโทษ แต่เป็นที่น่าเสียใจที่ นายชิตและนายบุศย์ไม่ได้รับความปรานีแต่อย่างใด หลังจากที่เขาถูกตัดสินประหารชีวิต แม้จะถวายฎีกา ก็ไม่ได้รับการพิจารณา
จอมพล ป. เล่าว่าตนเอง ได้ขอพระราชทานอภัยโทษขึ้นไปถึง 3 ครั้ง แต่ท่าน ( รัชกาลที่ 9 ) ไม่ทรงโปรด อย่างไรก็ดี พวกศักดินาก็ฉลาดพอที่จะส่งเงินอุดหนุนจุนเจือ ครอบครัวผู้ถูกประหารชีวิตเสมอมา เพื่อป้องกันมิให้ครอบครัวผู้สิ้นชีวิตโวยวาย ซึ่งเรื่องนี้ นายปรีดี พนมยงค์ได้เปิดโปงไว้ในคำฟ้องคดีที่นายชาลี เอี่ยมกระสินธ์ หมิ่นประมาทนายปรีดีว่าครอบครัวผู้ตายได้รับการช่วยเหลือทางการเงินจากพระ ราชวงศ์องค์หนึ่ง ซึ่งพวกศักดินาก็ไม่กล้าโต้ตอบแต่อย่างใด
4. อำนาจมืดอันเกิดจากการรัฐประหารด้วยปืนของผิน ชุณหะวัณ แผ่ซ่านไปทั่ว มีความพยายามที่จะปกป้องพวกเดียวกัน และโยนบาปไปให้พวกของนายปรีดี พนมยงศ์ โดยการใช้วิธีการทุกอย่าง เช่น
-มีการสร้างพยานเท็จว่า ดร.ปรีดีและพวก ปรึกษากันว่าจะฆ่ารัชกาลที่ 8 ที่บ้านพระยาศรยุทธเสนี โดยมีนายตี๋ ศรีสุวรรณ เป็นผู้ล่วงรู้ความลับนี้
ในภายหลัง นายตี๋ ศรีสุวรรณ ยอมรับกับท่านปัญญานันทะ ภิกขุว่าตนให้การเท็จ นอกจากนี้ยังมีนายวงศ์ เชาวนะกวี ให้การว่าได้ยินนายปรีดีพูดกับตนว่า ต่อไปนี้นายปรีดีจะไม่ป้องกันราชบัลลังก์ ทั้งๆที่นายวงศ์มิใช่ผู้ที่สนิทชิดเชื้อกับนายปรีดี พอที่นายปรีดีจะพูดความลับ อันเป็นความเป็นความตายด้วย
-มีการทำลายหลักฐานต่างๆที่จะผูกมัดฆาตกร ในภายหลัง เช่น การสั่งให้พระพี่เลี้ยงเนื่อง ทำความสะอาดพระศพ แล้วยังให้หมอนิตย์ เวชวิศิษฐ์ เย็บบาดแผล เท่ากับเป็นการทำลายหลักฐาน นอกจากนี้ยังมีการผลัดเสื้อผ้าพระศพ โดยเฉพาะหมอนนั้นถูกนำไปฝัง หลังรัชกาลที่ 8 สวรรคตไปแล้ว 10 วัน ซึ่งพระยาชาติเดชอุดม เลขาธิการพระราชวังให้การว่าจะทำเช่นนี้ได้ต้องมี ผู้ใหญ่สั่ง มีการเคลื่อนย้ายพระศพรัชกาลที่ 8 ออกไปและมีผู้ยกเอาพระศพไปไว้
บนเก้าอี้โซฟาแทน การแตะต้องพระบรมศพนั้น มิใช่ว่าจะกระทำได้ง่ายๆ ต้องได้รับอนุญาตจากเจ้านายผู้ใหญ่ก่อนเท่านั้น
เมื่อรัฐบาลพลเรือนชุดก่อนที่จะถูกรัฐประหาร จะชันสูตรพระศพรัชกาลที่ 8 กลับถูกคัดค้านจาก กรมขุนชัยนาทและพระชนนีจนกระทำไม่ได้ แม้แต่ศาลฎีกา ก็พยายามช่วยเหลือผู้ต้องสงสัย
และโยนความผิดให้ผู้อื่น ดังจะเห็นได้ว่า
-มีเพียงสองคนเท่านั้นในคดีนี้ ที่ไม่ได้รับการตรวจพิสูจน์เขม่าปืนที่มือ เมื่อปรากฏว่ามีนายตำรวจคนหนึ่งเสนอให้ทำการพิสูจน์ด้วย ผลต่อมาปรากฏว่านายตำรวจผู้นั้นถูกสั่งปลดออกจากราชการ (พระอนุชาหรือรัชกาลที่ 9 และพระชนนีที่ไม่ได้รับการตรวจพิสูจน์เขม่าปืนที่มือ)
-ศาลหลีกเลี่ยงไม่ยอมปฏิบัติตามประมวลวิธีความอาญาซึ่งกำหนดว่า การซักค้านพยาน อันจะเกิดความเสียหายต่อจำเลย ต้องกระทำต่อหน้าจำเลย ศาลกลับเดินเผชิญสืบผู้ต้องสงสัยบางรายที่สวิสเซอร์แลนด์ (พระอนุชาหรือรัชกาลที่ 9 และพระชนนี) ในวันที่ 12 และ 15 พฤษภาคม พ.ศ. 2493 โดยไม่ยอมให้จำเลยและทนายไปซักค้านด้วย แม้ผู้ต้องสงสัย ให้การสับสน ทนายจำเลยก็ซักค้านไม่ได้
นอกจากนี้ศาลฎีกายังหลีกเลี่ยงไม่ยอมปฏิบัติตามประมวลวิธีความอาญา เพราะว่าตามปกตินั้น คดีสำคัญๆจะต้องนำไปให้ที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกาวินิจฉัย แต่คดีสวรรคตเป็นคดีที่สำคัญกว่าคดีทั้งปวงในประวัติศาสตร์ ที่ประชุมใหญ่ของศาลฎีกากลับไม่ได้วินิจฉัย มีเพียงผู้พิพากษา 5 คนเท่านั้น ที่เป็นผู้ตัดสินคดี ที่คณะศาลฎีกาไม่ยอมเอาคดีนำขึ้นสู่ที่ประชุมใหญ่ ก็เพราะไม่อยากให้มีผู้ที่จับได้ไล่ทัน และทำการคัดค้านนั่นเอง
- เพื่อให้ความผิดพ้นจากตัวผู้ต้องสงสัยบางราย ศาลฎีกาถึงกับประหารชีวิตผู้บริสุทธิ์อย่าง นายเฉลียว ปทุมรส ซึ่งคนผู้นี้ ศาลฎีกาไม่สามารถกล่าวออกมาได้ว่า เกี่ยวข้องกับคดีสวรรคตอย่างไร นอกจากอ้างซ้ำแล้วซ้ำอีกว่า มีความใกล้ชิดกับนายปรีดี กระทั่งฆาตกรศาลก็วินิจฉัยไม่ได้ว่าใครเป็นผู้กระทำ ศาลกลับให้ฆ่านายเฉลียวเพียงเพราะนายเฉลียวใกล้ชิดกับนายปรีดี
เมื่อการสะสางคดีนี้จบลง โดยการมีแพะรับบาป ต้องคำพิพากษาประหารชีวิต 3 คนคือ นายชิต สิงหเสนี นายบุศย์ ปัทมศริน นายเฉลียว ปทุมรส ผู้ต้องสงสัยก็ได้หลบไปอยู่ต่างประเทศชั่วคราวระยะหนึ่งจึงกลับ เพื่อเป็นการหนีเสียงครหานินทาของประชาชน ก่อนที่คนทั้ง 3 จะถูกประหารชีวิต คนหนึ่งได้ขอพบเผ่า ศรียานนท์เป็นการส่วนตัว เผ่าก็คงจะบอกความลับนี้แก่ แปลก(จอมพลป.พิบูลสงคราม)และประภาส จารุเสถียร
การกำจัดรัชกาลที่ 8 นั้น นับว่าเป็นการยิงทีเดียวได้นก 2 ตัว คือ นอกจากจัดการกับรัชกาลที่ 8 ได้แล้ว ยังได้กำจัด ดร.ปรีดีซึ่งเป็นต้นตอทำลายผลประโยชน์ของพวกกลุ่มศักดินาอีกด้วย ปรีดีต้องลี้ภัยทางการเมืองไป ตั้งแต่ปี และได้ถึงแก่กรรมในต่างประเทศในที่สุด ส่วนเมียของ ร.ท.สิทธิชัย ชัยสิทธิเวชผู้ถูกระบุว่าเป็นมือปืน แล้วหนีตาม ดร.ปรีดีไปอยู่เมืองนอก ชื่อชะอุ่ม กลับได้รับตำแหน่งหัวหน้าแม่ครัวในวังสวนจิตรลดา ลูกทุกคนได้รับการส่งเสียให้เงินทุนไปเรียนต่อต่างประเทศ และตัว ร.ท.สิทธิชัยเองก็กลับมาอยู่อาศัยที่ลาดพร้าว ซอย 101อย่างสุขสบาย โดยที่เจ้าตัวไม่ต้องทำมาหากินแต่อย่างใด หากเขาเป็นฆาตกรจริง ทำไมจึงยังทรงไว้วางพระทัยในตัวแม่ครัวปัจจุบัน และเหตุใดจึงไม่ให้มีการลงโทษตามตัวบทกฎหมาย เช่นเดียวกับที่เคยเล่นงานนายชิตและนายบุศย์ หลักฐานจากผู้เกี่ยวข้องกับเหตุการณ์สวรรคตที่กล่าวมาทั้งหมดนี้ ได้ชี้อย่างเด่นชัดว่า ใครคือผู้ต้องสงสัยที่สุดกรณีสวรรคตของรัชกาลที่ 8 ....









Read More »

หนังสือ การเมืองในอนุสวรีย์ท้าวสุรนารี-สายพิณ แก้วงามประเสริฐ (ต้องห้าม)

หนังสือ การเมืองในอนุสวรีย์ท้าวสุรนารี-สายพิณ แก้วงามประเสริฐ (ต้องห้าม)


วิทยานิพนธ์ "ภาพลักษณ์ท้าวสุรนารีในประวัตติศาสตร์ไทย"เป็นงานวิจัยที่ได้รับรางวัล วิทยานิพนธ์ดีเด่นมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ พ.ศ. 2536 และต่อมาในปี พ.ศ. 2539 สำนักพิมพ์มติชนก็ได้นำมาปรับปรุงและเรียบเรียง แล้วตีพิมพ์ออกจำหน่ายในชื่อของ "การเมืองในอนุสาวรีย์ท้าวสุรนารี" งานชิ้นนี้ของ สายพิน แก้วประเสริฐ
ได้ตั้งคำถามที่สำคัญยิ่ง ต่อความเชื่อถึงการมีอยู่ของ ท้าวสุรนารีว่า เป็นความจริงมากน้อยเพียงใด ด้วยคำถามใหม่ๆ เช่น ทำไมจึงต้องเร่งสร้างอนุสาวรีย์ขึ้นในปี พ.ศ. 2477, ทำไมต้องเร่งเปิดอนุสาวรีย์ทั้งที่ยังเป็นเพียงรูปปูนปลาสเตอร์แล้วทาสีทอง ทับเท่านั้น, เหตุใดจึงต้องเปลี่ยนท่าทางของท้าวสุรนารี
จากคำถามเหล่านี้ สายพินได้เริ่มค้นหาคำตอบด้วยวิธีการทางประวัติศาสตร์จนพบว่า วีรกรรมของท้าวสุรนารีถูกนำมาใช้เพื่อเป็นเป้าประสงค์ทางการเมือง ในทศวรรษ 2470 และนั่นคือที่มาที่ทำให้ท้าวสุรนารีเป็นสามัญชนคนแรกที่ทางการสร้าง อนุสาวรีย์ให้
การตีพิมพ์หนังสือดังกล่าวก่อให้เกิดกระแสต่อต้านจากชาวโคราชเป็นจำนวนมาก เนื่องจากงานดังกล่าวเป็นการตั้งคำถามที่สั่นคลอนความเชื่อของชาวจังหวัด นครราชสีมาเป็นอย่างยิ่ง จนก่อให้เกิดการประท้วงที่ส่งผลให้ทางสำนักพิมพ์มติชน ต้องตัดสินใจเก็บหนังสือดังกล่าวออกจากตลาดไปในที่สุด ในขณะที่ผู้เขียนซึ่งเป็นครู ก็ถูกย้ายจากโรงเรียนสะแกราชธวัชศึกษา อำเภอปักธงชัย จ. นครราชสีมาด้วยเช่นกัน
ที่น่าสังเกตุคือ งานชิ้นดังกล่าวนี้เมื่อขณะที่ยังเป็นวิทยานิพนธ์อยู่ในมหาวิทยาลัยนั้น ก็ไม่มีปัญหาแต่อย่างใด แต่เมื่อกลายเป็นหนังสือเล่มที่วางขายในท้องตลาดกลับก่อให้เกิดความขัดแย้ง รุนแรง สิ่งที่น่าตั้งคำถามคือ สาเหตุเป็นเพราะหนังสือเล่มนี้อยู่ผิดที่ผิดทาง หรือเป็นเพราะอยู่ในสังคมที่ไม่ยอมรับความเชื่อที่แตกต่าง และพร้อมที่จะจัดการกับความเชื่อที่แตกต่างด้วยกำลังกันแน่

https://www.mediafire.com/…/การเมืองในท้าวสุรนารี-สายพิน_แก…





Read More »

หนังสือ วีรสตรีจีนปฏิวัติ-หลิวกูหลาน(ต้องห้าม)

หนังสือ วีรสตรีจีนปฏิวัติ-หลิวกูหลาน(ต้องห้าม)


"เพื่อลัทธิความเชื่อถือของพวกเขา พวกเขายอมสละสิ่งอื่นๆทั้งหมด ใช้เนื้อและกระดูกต้านปลายหอกของศัครูจนทู่ ใช้เลือดสาดเปลวเพลิงจนดับ ภายใต้แสงสลัวจากคมดาบนั้น สามารถมองเห็นความสว่างรางๆจากขอบฟ้าสาง นั่นคือ แสงอาทิตย์อุทัยแห่งศวรรษใหม่นั่นเอง"
++++เป้าหมายของการปฏิวัติมันคือ การเปลี่ยนแปลงโชคชะตา คนหนุ่มสาวสละชีพเพื่อให้คนที่ยังอยู่มีชีวิตที่ดีขึ้น แม้ว่าผู้ทำการปฏิวัติจะไม่อยู่ได้เห็นมันก็ตาม+++++

Read More »

หนังสือ นิพนธ์ปรัชญา4บท - เหมาเจ๋อตุง (ต้องห้ามน่าอ่าน)

หนังสือ นิพนธ์ปรัชญา4บท - เหมาเจ๋อตุง (ต้องห้ามน่าอ่าน)

 

เป็นผลงานชิ้นเยี่ยมเล่มหนึ่งของวงการหนังสือปรัชญาและมีค่าควรแก่การศึกษา แม้ว่าในรูปธรรมในหนังสือจะเป็นประเทศจีน แต่เราก็สามารถนำมาปรับใช้กับสังคมไทยได้ แม้ว่าปัจจุบันไทยจะไม่ได้เป็นประเทศสังคมนิยมก็ตาม และคงจะมีประโยชน์แก่ผู้ใฝ่หาความรู้ความก้าวหน้าทางปรัชญาอยู่บ้าง
...................................................
ว่าด้วยการปฏิบัติ
ว่าด้วยความขัดแย้ง
ความคิดของคนเรามาจากไหน?
วิธีแก้ไขความขัดแย้งนหมู่ประชาชน
http://www.mediafire.com/…/หนังสือ_นิพนธ์ปรัชญา4บท-เหมาเจ๋อ…
Read More »