เป็นหนังสือที่รวบรวมเอกสารลับและ
ประกอบคำให้การของพยานทั้ง6ในวันเกิดเหตุ ณ พระที่นั่งบรมพิมาน
และคำวินิจฉัยทางการแพทย์
ซึ่งหาไม่ได้จากหนังสือเล่มใดที่เกี่ยวกับกรณีสวรรคต
http://www.mediafire.com/…/หนังสือ_ข้อเท็จจริงกรณีสวรรคต_-ส…
เนื่องจากรัชกาลที่ 7 ไม่มีพระอนุชา ไม่มีพระโอรสและธิดา
ตามกฎมณเฑียรบาลการสืบราชสันตติวงศ์
จะต้องกระทำโดยการสืบเชื้อพระวงศ์จากวงในสุดออกมา ซึ่งท่านแรกคือ
พระองค์เจ้าจุลจักรพงษ์ แต่เนื่องจากท่านมีแม่เป็นชาวรัสเซีย
มีพระชายา(ภรรยา)เป็นชาวอังกฤษ เป็นการผิดกฎมณเฑียรบาล
จึงไม่สามารถขึ้นมาเป็นกษัตริย์ได้ องค์ถัดมาคือ พระองค์เจ้าวรานนท์ธวัช
แต่เนื่องจากมีพระชายา(ภรรยา)เป็นชาวตะวันตก จึงไม่ได้รับเลือกอีกเช่นกัน
ตำแหน่งจึงตกมาอยู่กับพระองค์เจ้าอานันทมหิดลในที่สุดอันที่จริงพระองค์เจ้า
อานันทมหิดล และพระองค์เจ้าภูมิพล
มีพ่อคือกรมหลวงสงขลานครินทร์กับนางสาวสังวาลย์ ตะละภัฏ
ซึ่งเป็นหญิงสามัญชน ลูกจีน
ลูกที่เกิดมาจึงมีศักดิ์เป็นเพียงหม่อมเจ้าเท่านั้น
แต่เนื่องจากกรมหลวงสงขลาฯเป็นบิดาทางการแพทย์ สร้างคุณงามความดีไว้มาก
รัชกาลที่ 7
จึงโปรดเกล้าฯให้ลูกของกรมหลวงสงขลาเลื่อนฐานันดรศักดิ์เป็นพระองค์เจ้า
เพื่อตอบแทนที่กรมหลวงสงขลาฯต้องสิ้นพระชนม์ในวัยหนุ่มฉกรรจ์ในการบุกเบิก
การแพทย์ไทย เมื่อครั้งที่พระองค์เจ้าอานันทมหิดลเป็นกษัตริย์
พระองค์มีอายุเพียง 9 พรรษาเท่านั้นและกำลังศึกษาอยู่ที่สวิสเซอร์แลนด์
รัชกาลที่ 8 เมื่อทรงพระเจริญวัยขึ้น ได้รับอิทธิพลจากตะวันตกมามาก
โดยเฉพาะความรู้ทางด้านการปกครอง
ถึงแม้พระองค์จะได้ชื่อว่ามีเชื้อสายกษัตริย์
แต่ก็มีพระราชประสงค์ให้ประชาชนอยู่ดีกินดี มีการปกครองตนเอง
อีกทั้งได้รับอิทธิพลจากการสละราชบัลลังก์ของรัชกาลที่ 7
จึงมีพระราชดำริที่จะสละราชสมบัติและเลิกล้มระบบกษัตริย์
เพราะเห็นว่ายุคนี้การเป็นกษัตริย์นั้น เป็นการเอาเปรียบประชาชน
และผู้ปกครองประเทศควรมาจากการเลือกตั้ง
โดยพระองค์จะลงเล่นการเมืองในระบอบประชาธิปไตยด้วยตนเอง
เรื่องนี้อาจทำให้ราชวงศ์ไม่สบายพระทัยมาก ทำให้เกิดความขัดแย้งกันขึ้นได้
เหตุการณ์ที่สำคัญอีกประการหนึ่งคือ รัชกาลที่ 8
ทรงเห็นด้วยกับความคิดในการปรับปรุงประเทศของ ดร.ปรีดี พนมยงค์
ซึ่งเคยเป็นผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์อยู่ระยะหนึ่ง
โดยเฉพาะเค้าโครงเศรษฐกิจของชาติที่มีเนื้อหาการจัดระบบสหกรณ์
และการปฏิรูปที่ดินอย่างขนานใหญ่ทั่วประเทศ
และเรื่องนี้กระทบกระเทือนผลประโยชน์ของพวกศักดินาอย่างรุนแรง
เพราะพวกศักดินาเป็นเจ้าของที่ดินส่วนใหญ่ของประเทศไทย
พวกศักดินาจึงใส่ร้ายหาว่า ดร.ปรีดี เป็นภัยต่อสถาบัน
เนื่องจากพระองค์ทรงเป็นกษัตริย์หนุ่มที่เลือดรักชาติแรงกล้าและเห็นใจ
ประชาชนเป็นพื้น จึงทรงออกนั่งตุลาการด้วยตนเอง ทั้งยังออกเยี่ยมประชาชน
อยู่เนืองๆ เช่น คนจีนที่สำเพ็ง
ซึ่งปรากฏว่าชาวจีนถวายความนับถือและจงรักภักดีมาก
การออกเยี่ยมตามที่ต่างๆทำให้พระองค์ได้สัมผัสกับชีวิตความเป็นอยู่ของ
ประชาชนอย่างแท้จริง ทำให้ความคิดของพระองค์
ยิ่งขัดแย้งกับพวกศักดินามากขึ้นเป็นลำดับ
ราชวงศ์จึงมีความหวาดประหวั่นและยอมไม่ได้ที่พระองค์มีแนวโน้มว่าอาจจะลาออก
หรือยกเลิกสถาบันพระมหากษัตริย์
อันหมายถึงเกียรติยศชื่อเสียงและผลประโยชน์จำนวนมหาศาล
ที่จะดลบันดาลความสุขสบายแก่ตนเองและวงศ์ตระกูลไปตลอดชาติต้องอันตรธานใน
พริบตา นอกจากนี้ยังมีข่าวลือความขัดแย้งอื่นๆ
ข่าวลือเรื่องการคิดจะแต่งงานใหม่ของราชวงศ์ชั้นสูงที่เป็นหม้ายเมื่อยังสาว
รวมถึงข่าวลือเรื่องชู้สาว
จนนำไปสู่ความขัดแย้งภายในราชวงศ์ที่เริ่มประทุมากขึ้น
และการชิงดีชิงเด่นเพื่ออำนาจและผลประโยชน์อันมหาศาลซึ่งเป็นปกตินิสัยของ
พวกศักดินาที่มีมาโดยตลอดหลายชั่วอายุคน...
โดยปกติวิสัยของรัชกาลที่ 8
ชอบสะสมปืนมาก และมีปืนของรัชกาลที่ 8 อยู่กระบอกหนึ่งซึ่งไกปืนอ่อนมาก
และราชวงศ์บางท่านชอบเอาปืนไปจี้คนนั้นคนนี้ บางครั้งเอาปืนมาจ่อรัชกาลที่ 8
ทำท่ายิงเล่นๆ จนผู้คนในวังเห็นเป็นเรื่องปกติไปเสียแล้ว
แต่แล้วสิ่งที่ไม่มีใครคาดฝันก็ได้เกิดขึ้น
เมื่อเวลา 8.30 น.
ของวันที่ 9 มิถุนายน 2489...... เสียงปืนดังขึ้น 1 นัด จากห้องบรรทม
ชั้นบนของพระที่นั่งบรมพิมาน ต่อจากนั้นอีกไม่กี่นาที นายชิต ยามมหาดเล็ก
วิ่งหน้าตื่นไปทูลพระราชชนนีว่า “ ในหลวงทรงยิงพระองค์ ”
การสิ้นพระชนม์ของรัชกาลที่ 8 นั้น ศาลอาญา ศาลอุทธรณ์และศาลฎีกา
สรุปตรงกันว่า เกิดโดยการลอบปลงพระชนม์ มิใช่การปลงพระชนม์เอง
เพราะว่าแผลที่ทำให้พระองค์สวรรคตอยู่ที่หน้าผาก กระสุนทะลุออกทางท้ายทอย
ซึ่งแสดงว่าไม่ใช่การฆ่าตัวตาย เพราะผู้ที่อัตวินิบาตกรรม
ส่วนมากจะยิงขมับและหัวใจเท่านั้น นอกจากนี้ นายแพทย์ใช้ ยูนิพันธ์
ยังให้ความเห็นว่า แผลของพระองค์เกิดจากการอัตวินิบาตกรรมไม่ได้
เพราะวิถีกระสุนเฉียงลง ผู้ที่ยิงตนเอง ต้องยกด้ามปืน หันปากกระบอกปืนลง
เป็นของทำได้ยาก
นอกจากนี้ ยังมีข้อมูลที่น่าสังเกตดังนี้
1. ผู้ที่ฆ่า คงมิใช่บุคคลอื่นที่อยู่นอกพระที่นั่งบรมพิมาน
เพราะว่าได้มีการจัดทหาร ตำรวจวัง ล้อมรอบพระที่นั่งอย่างเข้มงวด รัชกาลที่
8 สิ้นพระชนม์ในเวลา 9โมงเศษ
ซึ่งในเวลานั้นจะมีผู้คนพลุกพล่านบนพระที่นั่ง
แล้วหลังจากที่ถูกยิงแล้ว คณะแพทย์ส่วนใหญ่ได้ตรวจพระศพ
และวินิจฉัยว่าแผลที่เกิดจากการยิงห่างจากหน้าผากไม่เกิน 5 ซม.
แสดงว่าผู้ที่ยิงต้องเอาปืนกระชับยิงลงไปที่หน้าผาก
ทั้งนี้เมื่อตรวจมุ้งของรัชกาลที่ 8 แล้ว ไม่ปรากฏว่ามีรอยทะลุ
แสดงว่าผู้ร้ายต้องเลิกมุ้งออก แล้วจึงเอาปืนจ่อยิงในหลวง โดยที่
“ผู้ที่ยิงต้องเป็นคนรูปร่างสูง แขนยาว” จึงจะทำได้สะดวก
เพราะจากขอบเตียงถึงบาดแผลมีระยะห่างกันถึง 66 ซม.
ถ้ารูปร่างเล็กแขนสั้นจะทำไม่ได้ จะเห็นว่าถ้าผู้ร้ายเป็นบุคคลอื่น
ซึ่งไม่สนิทสนมกับรัชกาลที่ 8 มากๆแล้ว จะกระทำการดังกล่าวไม่ได้เลย
เพราะเป็นการเสี่ยงภัยและไม่มีทางสำเร็จ
เพราะพระองค์นอนตั้งแต่เวลา3ทุ่มของคืนวันที่ 8 มิ.ย.
จนตื่นขึ้นมาในเวลาเช้าตรู่ของวันที่ 9 มิ.ย.
และเข้านอนถึงสองระยะย่อมหลับไม่สนิท เพราะปกติในหลวงไม่เคยตื่นสายกว่า
8.30 น. เลย ดังนั้นถ้ามีคนเลิกมุ้งย่อมมีเสียง เพราะมุ้งมีเหล็กทับอยู่
ทำให้พระองค์ต้องรู้ตัวก่อนที่ผู้ร้ายจะทำการได้
นอกจากนี้ถ้ามีผู้ร้ายภายนอกแอบเข้าไปในห้องบรรทม
ก็ต้องเข้าไปในเวลากลางคืนและยิงในเวลานั้นเลย เพราะปลอดคน ทั้งหนีสะดวก
มิใช่รอจนเวลาเช้าจึงยิง อันจะทำให้ต้องแอบซ่อนตัวอยู่เป็นเวลานาน
ซึ่งเป็นการเสี่ยงภัยมากกว่า และหากมีผู้ร้ายซ่อนตัวอยู่จริง
ย่อมไม่อาจรอดสายตาพระชนนี
และมหาดเล็กที่เข้าไปถวายน้ำมันละหุ่งให้รัชกาลที่ 8 ได้
2.
ตามธรรมดานั้น ปรากฏในประวัติศาสตร์เสมอมาว่า
มีการปลงพระชนม์เพื่อชิงราชสมบัติ ประโยชน์จากการตายของรัชกาลที่ 8
ผู้ที่น่าสงสัยที่สุดก็คือ ผู้ที่ได้รับประโยชน์มากที่สุดจากกรณีสวรรคต
ทั้งในด้านลาภยศและทรัพย์ศฤงคาร
3. คำให้การ
มีพิรุธมากเพราะ-ทุกคนที่อยู่ในพระที่นั่งได้ยินเสียงปืนดังสนั่น
ทั้งชั้นล่างและชั้นบน มีแต่พระอนุชา (รัชกาลที่9)
และพระชนนีเท่านั้นที่ไม่ได้ยินเสียงปืน
-พระพี่เลี้ยงเนื่อง
จินตะดุลย์ (ภายหลังได้เป็นท้าวอินทรสุริยา)
นักเรียนพยาบาลรุ่นเดียวกับพระชนนี ให้การว่า ตนอยู่ในห้องพระอนุชา
(รัชกาลที่ 9 ) 20 นาที ก่อนมีเสียงปืน และไม่พบพระอนุชา(รัชกาลที่9)
ในห้องนั้นเลย
-พระอนุชา(รัชกาลที่ 9)บอกให้กรมขุนชัยนาทฯ ฟังว่า
ขณะที่ผู้ร้ายยิงปืนนั้น ตนเองอยู่ในห้องของตน
ขัดแย้งกับคำให้การของพี่เลี้ยงเนื่อง จินตะดุลย์
ซึ่งอยู่ในห้องของพระองค์ในขณะนั้น
- นายเวศน์ สุนทรวัฒน์
มหาดเล็กหน้าห้องพระอนุชา (รัชกาลที่ 9)ให้การว่า แม้ห้องนอนของพระอนุชา
มีประตูติดกับห้องเครื่องเล่น แต่ประตูนี้ปิดตายตลอดเวลา ถ้าพระอนุชา
ต้องการจะเข้าห้องเครื่องเล่น จะต้องเข้าทางประตูด้านหน้าของห้องเครื่อง
มิใช่เข้าทางประตูด้านหลังซึ่งติดต่อกับห้องของพระอนุชา
การที่พระอนุชา (รัชกาลที่ 9) ให้การว่าตนเข้าๆ ออกๆ
ระหว่างห้องเครื่องเล่นกับห้องนอนตนเองนั้นน่าจะเป็นพิรุธ โดยปกติเมื่อ
กินข้าวเช้าอิ่ม ท่านอาจจะเดินไปถึงหน้าห้องบรรทมของในหลวง(รัชกาลที่ 8)
ก่อนเสียงปืนไม่นานนักและเข้าไปในห้องนั้น
โดยที่นายชิตและบุศย์มิได้ห้ามปราม
เพราะตามคำให้การของพระพี่เลี้ยงเนื่องนั้น ปรากฏว่าพี่น้องคู่นี้นั้น
ถ้าผู้ใดตื่นก่อน มักจะเข้าไปยั่วเย้าอีกคนหนึ่งให้ตื่น
ฉะนั้นนายชิตและบุศย์ ย่อมไม่สงสัยว่าเหตุใดพระอนุชาจึงเข้าไปในห้องในหลวง
ปัญหาสุดท้ายก็คือ จะเป็นเรื่องอุบัติเหตุได้หรือไม่
ไม่น่าจะเป็นอุบัติเหตุ เพราะถ้าเป็นการเอาปืนล้อกันเล่น
ก็ไม่น่าจะถึงกับเอาปืนจ่อกระชับเข้าไปที่หน้าผากเป็นอันขาด (
ตามการตรวจแผลของนายแพทย์สุด แสงวิเชียร )
เพราะน่าจะย่อมรู้เหมือนกับคนอื่นทั่วไปว่า ปืนกระบอกนั้นไกอ่อน
ถ้ากระชับปืนเข้าที่หน้าผากขนาดนั้น ย่อมเป็นการเสี่ยงภัยจนเกินไป
สำหรับคำให้การของนายฉลาด เทียมงามสัจ ที่เฝ้าเครื่องเสวยอยู่มุขหน้านั้น
เป็นผู้ได้รับประโยชน์จากการโกหกของตนเอง นายฉลาดยอมรับในศาลว่า
ตั้งแต่ถูกเรียกตัวไปสอบสวน ก็ได้เบี้ยเลี้ยงจากสันติบาลวันละ 3 บาท
นอกจากนี้หลังจากที่ถูกปลดจากสำนักราชวัง ฐานหย่อนความสามารถเมื่อเดือน
ม.ค. 2491 ก็ยังได้รับการบรรจุเข้าทำงานที่ธนาคารแห่งประเทศไทย
ด้วยความสนับสนุนของพนักงานสอบสวน ข้อที่ชี้ชัดได้ว่านายฉลาดโกหกก็คือ
การที่นายฉลาด บอกว่าไม่เห็นผู้ร้ายวิ่งออกจากห้องบรรทมเลย
นี่เป็นการโกหกชัดๆ เพราะเมื่อมีการปลงพระชนม์เกิดขึ้นแล้ว
ผู้ร้ายที่ไหนจะยอมอยู่เป็นเหยื่อในห้องบรรทม จะต้องวิ่งหนีออกจากห้องนั้น
ส่วนนายชิตกับนายบุศย์นั้น ตกอยู่ในฐานะน้ำท่วมปาก พูดมากไม่ได้
เพราะการฟ้องร้องคดีสวรรคตนี้เกิดขึ้นหลังจากที่พวกทหารก่อรัฐประหารล้มล้าง
รัฐบาลเลือกตั้ง ผลจากรัฐประหารทำให้พระพินิจชนคดี
ซึ่งเป็นพวกของฝ่ายศักดินาได้เป็นอธิบดีกรมตำรวจ และดำเนินการสอบสวน
นายชิตเองถูกฉีดยาให้เคลิบเคลิ้ม ถูกขู่เข็ญสารพัด ทั้งคู่รู้ดีว่า
พวกศักดินาและพระพินิจฯ จะต้องเล่นงานพวกนายปรีดี พนมยงค์ให้ได้
โดยใช้กรณีสวรรคตเป็นเครื่องมือ ฉะนั้นถึงตนพูดความจริง ก็ไม่มีประโยชน์
ซ้ำจะเป็นอันตรายถึงครอบครัว จึงยอมสงบปาก หวังที่จะได้รับความเมตตาของศาล
และอย่างน้อยที่สุด ทั้งคู่น่าจะได้รับคำรับรองจากศักดินาว่า
ถ้าศาลตัดสินประหารชีวิต น่าจะได้รับการอภัยโทษ แต่เป็นที่น่าเสียใจที่
นายชิตและนายบุศย์ไม่ได้รับความปรานีแต่อย่างใด
หลังจากที่เขาถูกตัดสินประหารชีวิต แม้จะถวายฎีกา ก็ไม่ได้รับการพิจารณา
จอมพล ป. เล่าว่าตนเอง ได้ขอพระราชทานอภัยโทษขึ้นไปถึง 3 ครั้ง แต่ท่าน (
รัชกาลที่ 9 ) ไม่ทรงโปรด อย่างไรก็ดี
พวกศักดินาก็ฉลาดพอที่จะส่งเงินอุดหนุนจุนเจือ
ครอบครัวผู้ถูกประหารชีวิตเสมอมา
เพื่อป้องกันมิให้ครอบครัวผู้สิ้นชีวิตโวยวาย ซึ่งเรื่องนี้ นายปรีดี
พนมยงค์ได้เปิดโปงไว้ในคำฟ้องคดีที่นายชาลี เอี่ยมกระสินธ์
หมิ่นประมาทนายปรีดีว่าครอบครัวผู้ตายได้รับการช่วยเหลือทางการเงินจากพระ
ราชวงศ์องค์หนึ่ง ซึ่งพวกศักดินาก็ไม่กล้าโต้ตอบแต่อย่างใด
4.
อำนาจมืดอันเกิดจากการรัฐประหารด้วยปืนของผิน ชุณหะวัณ แผ่ซ่านไปทั่ว
มีความพยายามที่จะปกป้องพวกเดียวกัน และโยนบาปไปให้พวกของนายปรีดี พนมยงศ์
โดยการใช้วิธีการทุกอย่าง เช่น
-มีการสร้างพยานเท็จว่า
ดร.ปรีดีและพวก ปรึกษากันว่าจะฆ่ารัชกาลที่ 8 ที่บ้านพระยาศรยุทธเสนี
โดยมีนายตี๋ ศรีสุวรรณ เป็นผู้ล่วงรู้ความลับนี้
ในภายหลัง นายตี๋
ศรีสุวรรณ ยอมรับกับท่านปัญญานันทะ ภิกขุว่าตนให้การเท็จ
นอกจากนี้ยังมีนายวงศ์ เชาวนะกวี ให้การว่าได้ยินนายปรีดีพูดกับตนว่า
ต่อไปนี้นายปรีดีจะไม่ป้องกันราชบัลลังก์
ทั้งๆที่นายวงศ์มิใช่ผู้ที่สนิทชิดเชื้อกับนายปรีดี
พอที่นายปรีดีจะพูดความลับ อันเป็นความเป็นความตายด้วย
-มีการทำลายหลักฐานต่างๆที่จะผูกมัดฆาตกร ในภายหลัง เช่น
การสั่งให้พระพี่เลี้ยงเนื่อง ทำความสะอาดพระศพ แล้วยังให้หมอนิตย์
เวชวิศิษฐ์ เย็บบาดแผล เท่ากับเป็นการทำลายหลักฐาน
นอกจากนี้ยังมีการผลัดเสื้อผ้าพระศพ โดยเฉพาะหมอนนั้นถูกนำไปฝัง
หลังรัชกาลที่ 8 สวรรคตไปแล้ว 10 วัน ซึ่งพระยาชาติเดชอุดม
เลขาธิการพระราชวังให้การว่าจะทำเช่นนี้ได้ต้องมี ผู้ใหญ่สั่ง
มีการเคลื่อนย้ายพระศพรัชกาลที่ 8 ออกไปและมีผู้ยกเอาพระศพไปไว้
บนเก้าอี้โซฟาแทน การแตะต้องพระบรมศพนั้น มิใช่ว่าจะกระทำได้ง่ายๆ ต้องได้รับอนุญาตจากเจ้านายผู้ใหญ่ก่อนเท่านั้น
เมื่อรัฐบาลพลเรือนชุดก่อนที่จะถูกรัฐประหาร จะชันสูตรพระศพรัชกาลที่ 8
กลับถูกคัดค้านจาก กรมขุนชัยนาทและพระชนนีจนกระทำไม่ได้ แม้แต่ศาลฎีกา
ก็พยายามช่วยเหลือผู้ต้องสงสัย
และโยนความผิดให้ผู้อื่น ดังจะเห็นได้ว่า
-มีเพียงสองคนเท่านั้นในคดีนี้ ที่ไม่ได้รับการตรวจพิสูจน์เขม่าปืนที่มือ
เมื่อปรากฏว่ามีนายตำรวจคนหนึ่งเสนอให้ทำการพิสูจน์ด้วย
ผลต่อมาปรากฏว่านายตำรวจผู้นั้นถูกสั่งปลดออกจากราชการ
(พระอนุชาหรือรัชกาลที่ 9
และพระชนนีที่ไม่ได้รับการตรวจพิสูจน์เขม่าปืนที่มือ)
-ศาลหลีกเลี่ยงไม่ยอมปฏิบัติตามประมวลวิธีความอาญาซึ่งกำหนดว่า
การซักค้านพยาน อันจะเกิดความเสียหายต่อจำเลย ต้องกระทำต่อหน้าจำเลย
ศาลกลับเดินเผชิญสืบผู้ต้องสงสัยบางรายที่สวิสเซอร์แลนด์
(พระอนุชาหรือรัชกาลที่ 9 และพระชนนี) ในวันที่ 12 และ 15 พฤษภาคม พ.ศ.
2493 โดยไม่ยอมให้จำเลยและทนายไปซักค้านด้วย แม้ผู้ต้องสงสัย ให้การสับสน
ทนายจำเลยก็ซักค้านไม่ได้
นอกจากนี้ศาลฎีกายังหลีกเลี่ยงไม่ยอมปฏิบัติตามประมวลวิธีความอาญา
เพราะว่าตามปกตินั้น คดีสำคัญๆจะต้องนำไปให้ที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกาวินิจฉัย
แต่คดีสวรรคตเป็นคดีที่สำคัญกว่าคดีทั้งปวงในประวัติศาสตร์
ที่ประชุมใหญ่ของศาลฎีกากลับไม่ได้วินิจฉัย มีเพียงผู้พิพากษา 5 คนเท่านั้น
ที่เป็นผู้ตัดสินคดี ที่คณะศาลฎีกาไม่ยอมเอาคดีนำขึ้นสู่ที่ประชุมใหญ่
ก็เพราะไม่อยากให้มีผู้ที่จับได้ไล่ทัน และทำการคัดค้านนั่นเอง
-
เพื่อให้ความผิดพ้นจากตัวผู้ต้องสงสัยบางราย
ศาลฎีกาถึงกับประหารชีวิตผู้บริสุทธิ์อย่าง นายเฉลียว ปทุมรส ซึ่งคนผู้นี้
ศาลฎีกาไม่สามารถกล่าวออกมาได้ว่า เกี่ยวข้องกับคดีสวรรคตอย่างไร
นอกจากอ้างซ้ำแล้วซ้ำอีกว่า มีความใกล้ชิดกับนายปรีดี
กระทั่งฆาตกรศาลก็วินิจฉัยไม่ได้ว่าใครเป็นผู้กระทำ
ศาลกลับให้ฆ่านายเฉลียวเพียงเพราะนายเฉลียวใกล้ชิดกับนายปรีดี
เมื่อการสะสางคดีนี้จบลง โดยการมีแพะรับบาป ต้องคำพิพากษาประหารชีวิต 3
คนคือ นายชิต สิงหเสนี นายบุศย์ ปัทมศริน นายเฉลียว ปทุมรส
ผู้ต้องสงสัยก็ได้หลบไปอยู่ต่างประเทศชั่วคราวระยะหนึ่งจึงกลับ
เพื่อเป็นการหนีเสียงครหานินทาของประชาชน ก่อนที่คนทั้ง 3 จะถูกประหารชีวิต
คนหนึ่งได้ขอพบเผ่า ศรียานนท์เป็นการส่วนตัว เผ่าก็คงจะบอกความลับนี้แก่
แปลก(จอมพลป.พิบูลสงคราม)และประภาส จารุเสถียร
การกำจัดรัชกาลที่ 8
นั้น นับว่าเป็นการยิงทีเดียวได้นก 2 ตัว คือ นอกจากจัดการกับรัชกาลที่ 8
ได้แล้ว ยังได้กำจัด
ดร.ปรีดีซึ่งเป็นต้นตอทำลายผลประโยชน์ของพวกกลุ่มศักดินาอีกด้วย
ปรีดีต้องลี้ภัยทางการเมืองไป ตั้งแต่ปี
และได้ถึงแก่กรรมในต่างประเทศในที่สุด ส่วนเมียของ ร.ท.สิทธิชัย
ชัยสิทธิเวชผู้ถูกระบุว่าเป็นมือปืน แล้วหนีตาม ดร.ปรีดีไปอยู่เมืองนอก
ชื่อชะอุ่ม กลับได้รับตำแหน่งหัวหน้าแม่ครัวในวังสวนจิตรลดา
ลูกทุกคนได้รับการส่งเสียให้เงินทุนไปเรียนต่อต่างประเทศ และตัว
ร.ท.สิทธิชัยเองก็กลับมาอยู่อาศัยที่ลาดพร้าว ซอย 101อย่างสุขสบาย
โดยที่เจ้าตัวไม่ต้องทำมาหากินแต่อย่างใด หากเขาเป็นฆาตกรจริง
ทำไมจึงยังทรงไว้วางพระทัยในตัวแม่ครัวปัจจุบัน
และเหตุใดจึงไม่ให้มีการลงโทษตามตัวบทกฎหมาย
เช่นเดียวกับที่เคยเล่นงานนายชิตและนายบุศย์
หลักฐานจากผู้เกี่ยวข้องกับเหตุการณ์สวรรคตที่กล่าวมาทั้งหมดนี้
ได้ชี้อย่างเด่นชัดว่า ใครคือผู้ต้องสงสัยที่สุดกรณีสวรรคตของรัชกาลที่ 8
....