Wednesday, April 8, 2015

หนังสือ หนุ่มหน่ายคัมภีร์ - สุจิตต์ วงศ์เทศ (100หนังสือดีของคนเดือนตุลา)

หนังสือ หนุ่มหน่ายคัมภีร์ - สุจิตต์ วงศ์เทศ (100หนังสือดีของคนเดือนตุลา)

"หนุ่มหน่ายคัมภีร์" เป็นหนังสือเล่มแรกๆของไทยที่ออกมาวิพากษ์ระบบโซตัส (Sotus)ผ่านอารมณ์ขำขัน ไม่เครียดมากแต่บาดลึกถึงปัญหาการปลูกฝังอำนาจนิยมในสังคมไทย

---------------------------------------------------------------------------------
"เขาบอกให้สามัคคีกันไว้ อย่าแตกแยกกัน แม้ว่าจะอยู่คนละคณะ แต่ก็สังกัดในสถาบันเดียวกัน ต้องทำความรู้จักกันไว้ จะตกถิ่นฐานใดไม่ขัดแคลน เราต้องช่วยพวกเราก่อน--อ้าว ไหงงั้น ไหนว่าเรียนไปช่วยประเทศชาติ กลายเป็นเรียนไปช่วยพวกเดียวกันเองซะแล้ว"

ที่ยกมาข้างต้นคือข้อความจาก หนุ่มหน่ายคัมภีร์ ของสุจิตต์ วงษ์เทศ ที่เขียนไว้ตั้งแต่ พ.ศ. 2512 ข้อความนั้นคือคำรำพึงของนายทองปน บางระจัน ตัวเอก ในช่วงต้นๆ เรื่อง ทองปนรู้สึกสับสนเมื่อเข้าเรียนมหาวิทยาลัย และถูกบังคับให้ฟังรุ่นพี่ปราศรัย

เรื่องราวจะเข้มข้นขึ้นอีก เมื่อการรับน้องใหม่ดำเนินไปบนความไร้เหตุผลและสาระ นิยายขนาดสั้นของสุจิตต์ วงษ์เทศ เล่มนี้ เสียดสีและประชดประชันวัฒนธรรม seniority ไว้ได้อย่างเจ็บแสบและเต็มไปด้วยอารมณ์ขัน

โดยเฉพาะประเด็นที่ยกมาข้างต้นนั้นสำคัญมาก เพราะลึกๆ แล้วการรับน้อง เป็นเรื่องของโครงสร้างทางสังคมที่เน้นลำดับชั้น โดยเน้นย้ำว่าความอาวุโสย่อมสูงส่งในตัวเองเสมอ โดยไม่ต้องมีเหตุผลอื่นใดมารองรับอีก

ชาญวิทย์ เกษตรศิริ เขียนคำนำเสนอไว้ในการพิมพ์ครั้งที่สอง 2517 ความตอนหนึ่งว่าถึงวิธีการรับน้องใหม่ไว้ด้วยว่า

นักเรียนนอกของไทยที่ไปร่ำเรียนมา ไม่ได้กลับมาด้วยวิชาความรู้อย่างเดียว แต่ได้พกพาระเบียบแบบแผนประเพณีอะไรต่อมิอะไรเอามาเผยแพร่ต่อในเมืองไทยด้วย ดังนั้น วิธีการรับน้องใหม่ การแบ่งสีของกลุ่ม การซ่อม หรือการล้อเล่นที่พิสดาร จึงเริ่มแผ่ขยายทั่วไปในสถาบันการศึกษาของเมืองไทย
ตัวอย่างของการที่ประเพณีประเภทนี้แผ่ขยายเข้ามาในเมืองไทย จะเห็นได้ชัดกรณีของมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ คือ ประเพณีการคลุกโคลนปีนเสา ประเพณีนี้อาจจะเห็นได้ชัดในอดีตอันแสนไกลของมหาวิทยาลัยคอร์แนลล์ สหรัฐอเมริกา ภาพเก่าๆ เกี่ยวกับอดีตของคอร์แนลล์มักจะมีรูปการปีนเสาทรมานแบบนี้ แต่นั่นก็ได้กลายเป็นอดีตไปแล้ว

ถ้าจะว่าไปแล้ว หนุ่มหน่ายคัมภีร์ ที่สุจิตต์ วงษ์เทศ เขียนขึ้นเป็นนวนิยายอันเกี่ยวข้องกับความเป็นนักศึกษามหาวิทยาลัยศิลปากร ที่เขาเข้าเรียนในยุคนั้น ตั้งแต่วันแรกที่เข้าเรียนก็พบกับระบบรับน้องใหม่
สุจิตต์หยิบยกปรากฏการณ์บวกกับความคิดเห็นของตัวเองในขณะนั้นถึงการต่อต้าน การต้อนรับน้องใหม่ และความคิดเห็นของเพื่อนนิสิตนักศึกษายุคนั้นเข้าไปอย่างมีนัยสำคัญต่อ เนื่องถึงยุคนี้ ผนวกกับอารมณ์ขันของเจ้าตัวที่มีมาโดยตลอดในงานเขียน เช่น ขึ้นต้นเรื่องไปได้ไม่เท่าไหร่ก็ว่าด้วยเรื่องตื่นนอน

ไม่นานนักก็ได้ยินเสียงหวูดจากกรมอู่ทหารเรือดังมาวังเวง คล้ายกับจะเตือนคนที่นอนตื่นสายว่า ตื่นเสียทีซิโว้ย- -มึงจะนอนกินบ้านกินเมืองหรือไง? บางทีกูก็นอนตะโกนตอบอยู่ในใจว่า เออซี่วะ- -ถ้ากูกินได้กูจะกินให้เรียบวุธเชียวมึงเอ๋ย และหลายครั้งหลายที กูก็มักจะได้ยินเสียงมิตรสหายทักว่า งั้นมึงก็ต้องกินคนด้วย กูก็ตอบว่า เออ-กินมึงด้วย เพื่อนไม่ยอมแพ้ มันแถลงถามว่า มึงจะกินกูทั้งตัวหรือ มึงกินหมดหรือ? กูก็ตอบด้วยความรำคาญที่มันไม่ยอมแพ้ว่า กินแม่งตั้งแต่ตีนถึงหัวแหละ แล้วเพื่อนหัวเราะก๊ากย้อนกูอย่างเจ็บแสบว่า อ้อ-งั้นมึงก๊อต้องกินหำกูด้วยซี่นะ

นวนิยายเรื่อง หนุ่มหน่ายคัมภีร์ สำหรับนิสิตนักศึกษารุ่นนี้ โดยเฉพาะเฟรชชี่ทั้งหลายน่าอ่านจะได้รู้ว่ายุคสมัยนั้น เมื่อกว่า 40 ปี เป็นอย่างไร แล้วขณะนี้วันนี้เป็นอย่างไร

ส่วนผู้ที่ร่วมสมัยในวัยนั้นกับผู้ที่ผ่านการรับน้องใหม่มาแล้วก็น่าอ่าน ทบทวนความทรงจำว่าวันนั้น ขณะนั้น เราทำอะไรบ้าง คิดเหมือนผู้เขียน หรือคิดแตกต่างกันอย่างไร

http://www.mediafire.com/…/หนังสือ_หนุ่มหน่ายคำภีรีย์-สุจิต…
Read More »

หนังสือ ดร ซุนยัดเซ็น ประวัติการต่อสู้เพื่อสร้างประชาธิปไตยใหม่ในจีนแผ่นดินใหญ่

หนังสือ ดร ซุนยัดเซ็น ประวัติการต่อสู้เพื่อสร้างประชาธิปไตยใหม่ในจีนแผ่นดินใหญ่


ซุน ยัตเซ็น (12 พฤศจิกายน ค.ศ. 1866 - 12 มีนาคม ค.ศ. 1925) เป็นนักปฏิวัติ ซุนได้รับการกล่าวขานว่าเป็น "บิดาของชาติ" ในสาธารณรัฐจีน และ "ผู้บุกเบิกการปฏิวัติประชาธิปไตย" ในสาธารณรัฐประชาชนจีน ด้วยความเป็นผู้ริเริ่มจีนชาตินิยมคนสำคัญ ซุนมีบทบาทสำคัญในการล้มราชวงศ์ชิงระหว่างการปฏิวัติซินไฮ่ ซุนเป็นประธานาธิบดีเฉพาะกาลคนแรกเมื่อสาธารณรัฐจีนก่อตั้งขึ้นใน ค.ศ. 1912 และภายหลังร่วมก่อตั้งพรรคก๊กมินตั๋ง ซึ่งเขาเป็นหัวหน้าพรรคคนแรก ซุนเป็นบุคคลผู้สร้างความสามัคคีในจีนหลังยุคจักรวรรดิ และยังคงเป็นนักการเมืองจีนสมัยคริสต์ศตวรรษที่ 20 เพียงหนึ่งเดียวที่ได้รับความเคารพนับถืออย่างกว้างขวางจากประชาชนทั้งสอง ฟากฝั่งช่องแคบไต้หวัน

แม้ซุนถูกมองว่าเป็นหนึ่งในผู้นำที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของจีนสมัยใหม่ ชีวิตการเมืองของเขากลับต้องต่อสู้ไม่หยุดหย่อนและต้องลี้ภัยบ่อยครั้ง หลังประสบความสำเร็จในการปฏิบัติ เขากลับสูญเสียอำนาจอย่างรวดเร็วในสาธารณรัฐจีนที่เพิ่งก่อตั้งขึ้น และนำรัฐบาลปฏิวัติสืบต่อมาเป็นการท้าทายขุนศึกที่ควบคุมพื้นที่ส่วนใหญ่ของ ประเทศ ซุนมิได้มีชีวิตอยู่เห็นพรรคของเขารวบรวมอำนาจเหนือประเทศระหว่างการกรีฑา ทัพขึ้นเหนือ

ซุนได้เป็นแพทย์ที่มาเก๊าและกวางโจว บางครั้งท่านก็รักษาคนไข้ฟรีด้วย แต่ทว่าท่านคิดว่าไม่ใช่เพียงร่างกายคนเท่านั้นที่ต้องการการรักษา แต่เรายังต้องรักษาความคิดและจิตใจของคนอีกด้วย ซึ่งประเทศจีนตอนนั้นก็เปรียบเสมือนคนป่วยคนหนึ่ง ดังนั้นท่านจึงพยายามที่จะรักษาประเทศของท่านเองด้วยวัยเพียง 18 ปี ท่านได้เขียนจดหมายถึงรัฐบาลจีน เพื่อขอร้องให้พวกท่านทำการปฏิรูป แต่รัฐบาลชิงไม่สนใจความคิดและความปรารถนาของท่าน ดังนั้นในปีเดียวกันท่านและสหายของท่านได้ก่อตั้งองค์การจัดตั้งการปฏิรูป ขึ้นมา และตั้งแต่นั้นมาซุนยัตเซ็นก็ได้เริ่มชีวิตที่เปลี่ยนไป ท่านได้ทำการต่อสู้กับรัฐบาลชิง โดยหวังว่าประเทศจีนจะสามารถกลายเป็นประเทศที่เป็นอิสระ เสมอภาค และมั่นคง ต่อมาซุนถูกราชวงศ์ชิงตามล่า ท่านจึงได้หลบหนีไปยังประเทศต่างๆ ก่อนจะถูกควบคุมตัวที่อังกฤษโดยพลการ ทำให้อังกฤษประท้วงการจับกุมตัวซุน จนทำให้ท่านได้รับการปล่อยตัว หลังจากนั้นท่านก็ได้เดินทางไปยังญี่ปุ่น ดร.ซุน ยัตเซ็นได้พยายามทำการปฏิวัติหลายครั้ง แต่ก็ไม่สำเร็จ จนกระทั่งปี ค.ศ. 1911 คณะปฏิวัติได้ทำการปฏิวัติที่เมืองบู๋เชียง จนสามารถโค่นล้มราชวงศ์ชิงได้สำเร็จ ......

http://www.mediafire.com/…/หนังสือ_ดร_ซุนยัดเซ็น_ประวัติการ…







Read More »

หนังสือ 8มีนาวันสตรีสากล-กลุ่มผู้หญิงธรรมศาสตร์ รามคำแหง จุฬาฯลฯ (เคยต้องห้ามหลังเหตุการณ์6ตุลา)

หนังสือ 8มีนาวันสตรีสากล-กลุ่มผู้หญิงธรรมศาสตร์ รามคำแหง จุฬาฯลฯ (เคยต้องห้ามหลังเหตุการณ์6ตุลา)


http://www.mediafire.com/…/หนังสือ_8มีนาวันสตรีสากล-กลุ่มผู…

ประวัติศาสตร์การต่อสู้ทางชนชั้นครั้งยิ่งใหญ่ของกรรมกรหญิงทั่วโลกได้มา บรรจบครบรอบอีกครั้งหนึ่ง นั้นก็คือวันที่ 8 มีนาที่เรียกกันว่าวันสตรีสากล โดยเฉพาะกรรมกรหญิงในโรงงานทอผ้า ที่เมืองชิคาโก ประเทศสหรัฐอเมริกา ที่ถูกนายทุนในระบบทุนนิยม กดขี่ขูดรีดทารุณ เห็นกำไรสำคัญกว่าชีวิตของความเป็นมนุษย์

กรรมกรหญิงและชายไม่ต่างอะไรกับทาส ทำงานวันละหลายชั่วโมงได้ค่าจ้างแรงงานเพียงน้อยนิด สภาพการทำงานในโรงงานเลวร้ายมีการเจ็บป่วยล้มตายไร้การเหลียวแล ทำให้กรรมกรทนไม่ได้กับระบบการกดขี่ขูดรีดจึงเกิดการลุกขึ้นสู้ โดยใช้วิธีการนัดหยุดงานและเดินขบวนในวันที่ 8 มีนาคม ค.ศ.1907 การต่อสู้ในครั้งนั้นได้รับการสนับสนุนอย่างกว้างขวางจากกรรมกรทั่วโลก สร้างความสั่นสะเทือนต่อทุนนิยมทั้งโลก และได้มีการเรียกร้องชั่วโมงการทำงานให้เหลือวันละ 8 ชั่วโมง พร้อมทั้งปรับปรุงสภาพการทำงานและสวัสดิการ รวมถึงสิทธิเสรีภาพประชาธิปไตยในการรวมตัว

วันที่ 8 มีนาคม ค.ศ.1910 มีผู้แทนสตรีจาก 18 ประเทศ ได้เข้าร่วมประชุมสมัชชาสตรีสังคมนิยม สมัยที่ 2 ที่จัดขึ้นที่เมืองโคเปนเฮเกน เสนอให้มีการทำงาน 8 ชั่วโมง ศึกษา 8 ชั่วโมง พักผ่อน 8 ชั่วโมง ที่เรียกว่าระบบสามแปด ค่าจ้างแรงงานระหว่างชายกับหญิงต้องเท่าเทียมกัน มีการคุ้มครองสิทธิกรรมกรหญิงและเด็ก โดยเฉพาะนักต่อสู้สตรีที่สำคัญเธอชื่อ คลาร่า แซทกิน ซึ่งเป็นนักสังคมนิยมชาวเยอรมัน เธอเป็นผู้ยืนหยัดมาตลอดว่าการโค่นล้มทุนนิยมและการสร้างสังคมใหม่คือ สังคมนิยม จะเกิดขึ้นไม่ได้หากขาดพลังแรงงานกรรมกรหญิงและชาย ถ้าพลังแรงงานกรรมกรหญิงยังถูกกดขี่ ขูดรีดอยู่ และไม่มีสิทธิใดๆ และเธอก็ได้เผยแพร่ความคิดสังคมนิยมไปทุกหนทุกแห่งทั่วโลก

ระบบทุนนิยม ชนชั้นปกครองชอบสอนให้ประชาชน ผู้ใช้แรงงานเคารพค่านิยมครอบครัวอนุรักษ์นิยม แต่ระบบทุนนิยมทำให้ผู้หญิงออกไปทำงานในระบบเศรษฐกิจมากขึ้น ซึ่งทำให้ผู้หญิงมีพัฒนาการความคิดที่ก้าวหน้า และระบบทุนนิยมได้สร้างเงื่อนไขให้ผู้หญิงออกมาต่อสู้เพื่อการปลดแอกตน เองอยู่เสมอ
สหพันธ์แรงงานอุตสาหกรรมสิ่งทอฯ และองค์กรสมาชิกและพันมิตร ส่งเสริมให้ผู้หญิงออกไปทำงานและสร้างความมั่นใจในตนเอง และต้องการเห็นชายกับหญิงร่วมกันต่อสู้ในสหภาพแรงงานหรือขบวนการประชาธิปไตย เราสนับสนุนข้อเรียกร้องเพื่อสร้างความเป็นธรรมในสังคม เช่น สตรีมีสิทธิทำแท้งเมื่อไม่พร้อมมีบุตร ปล่อยนักโทษการเมืองทุกคน และสร้างรัฐสวัสดิการมาตรฐานเดียวตั้งแต่เกิดจนตาย








Read More »

จากใจกู ถึงคน 3 จังหวัดใต้

จากใจกู ถึงคน 3 จังหวัดใต้
จากใจกู ด่าเพื่อนร่วมอาชีพ
ขอโทษนะ ที่ทหารฆ่าไป 4 ศพ
ขอโทษนะ ที่ทหารพูดนองว่า "เอาเงินเยียวยาไป" แต่ไม่สามารถเอาชีวิตคนที่เสียไปกลับคืนมาได้
ขอโทษนะ ที่ทหารชุดปฏิบัติการทั้งหมดปิดหน้า ทำตัวเยี่ยงโจรเสียเอง จนไม่รู้ว่าใครกันที่ยิง
ขอโทษนะ ที่ปืนของกองทัพ ไม่สามารถตรวจหรอกว่ากระสุนยิงมาจากกระบอกไหน เพราะมันแก้ไขดัดแปลงไปหมดแล้วล่ะ
ขอโทษนะ ที่ทหารเรา ใส่ร้ายว่าผู้ตายเป็นผู้ก่อการร้าย ซ้ำร้ายกว่านั้น พอทหารสังกัดของเรายิงคนตาย จึงทำการใส่ร้ายยัดปืนใส่มือศพ และฝ่ายข่าวเท็จของทหารเรา ก็สร้างเรื่องใส่ร้ายส่งให้นักข่าว จนทำให้ผู้ตายและครอบครัวถูกเข้าใจผิด เพราะขบวนการใส่ร้ายของทหารอย่างพวกเรา
ขอโทษนะ ที่ทหารประกาศกฎอัยการศึกมาแล้วกว่า 10 ปี
ขอโทษนะ ที่ทหารเราก็สร้างสถานการณ์เองในบางครั้ง จนมีผู้เสียชีวิต แต่บางครั้งเราก็ฆ่าพวกเดียวกัน เพื่องบประมาณ
ขอโทษนะ ที่ยิงคนตายในช่วงอัยการศึก เจ้าหน้าที่จึงไม่ต้องรับโทษอะไร เพราะถือว่าปฏิบัติหน้าที่
ขอโทษนะ ที่ยิงผู้บริสุทธิ์
ขอโทษนะ คนตายไปแล้ว
ขอโทษนะ ไม่ได้ทำผิด ไม่ต้องกลัวนะ ถ้าเรายิงคุณตาย เราจะใส่ร้ายให้คุณเป็นคนผิดเอง
ขอโทษนะ ฆาตกร ไม่ต้องรับผิด
พ่อแม่ผู้ตาย อีกนับร้อยครอบครัวคงคิด
- ไหนล่ะฆาตกร ที่ต้องเอามาลงโทษ
- ไหนล่ะความยุติธรรม
- ไหนล่ะธรรมาภิบาลของรัฐ

 

ถึงสลิ่มทุกตัว

นี่ไงล่ะ ตัวอย่างของคนที่ไม่ได้ทำผิด
แล้วโดนยิงตาย แถมทหารยัดปืนใส่มือศพอีก
จากนั้นยังโดนใส่ร้ายซ้ำอีกครั้งหลังตาย

ไม่ได้ทำผิด จะกลัวอะไร
พวกมึงชอบอ้างนักหนา


พวกมึงคิดดูเองละกัน คิดถึงหัวอกพ่อแม่ผู้ตาย คิดถึงพวกเขาที่ใช้ชีวิต อยู่ใต้ความกลัวและอำนาจกระบอกปืน มายาวนานนับ 10 ปี
ขอโทษนะ ไอ้แม่ทัพภาค 4 หัวดอ
Read More »

Saturday, April 4, 2015

สรุปแล้ว ภาพลักษณ์ฉาวโฉ่ในต่างประเทศของ คสช น่ะ เป็นผลมาจากความโง่ความเลวของประยุทธและ คสช ทำเองล้วนๆ

จริงๆขี้เกียจเขียนถึงความโง่รายวันของประยุทธนะบอกจริงๆ
แต่บังเอิญ สะดุดใจนิดหน่อย ตรงที่ประยุทธโทษว่า ภาพลักษณ์ในต่างประเทศของรัฐบาลพวกเขาเสีย เพราะมีการล็อบบี้ในต่างประเทศ ที่สะดุดใจก็เพราะว่า ไม่กี่วันที่แล้วนี้เอง สำนักข่าวอิศราก็มีรายงานทำนองเดียวกันนี้ คือสำนักข่าวอิศรา (หรือคนเขียนรายงานนั้น) ก็พูดทำนองว่า ประยุทธ "แพ้หมดรูป" ในต่างประเทศ แล้วก็อ้างว่าเป็นเพราะฝ่ายตรงข้ามรัฐบาล คสช ทำการล็อบบี้ จ้างล็อบบี้อิสต์ แล้วสำนักข่าวอิศราก็มีการไปสัมภาษณ์ ดูเหมือนจะปลัด กท. หรือ รมช กต อะไรนี่แหละ (ขออภัย ขี้เกียจไปค้นรายละเอียดอีกที ไม่ได้เก็บลิงค์ไว้ ใครขยันลองไปหาดู) ถามประมาณว่า ทำไม คสช ไม่จ้างล็อบบี้อิสต์บ้าง
คือจะบอกว่า เรื่องนี้ "มโน" ล้วนๆครับ ยืนยันได้ - ไม่มีอะไรที่เรียกว่าการ "ล็อบบี้" ในต่างประเทศอย่างที่ว่าหรอก อย่างมากที่สุด จะมีก็ประเภทมีคนไทยเจอ จนท ของรัฐในต่างประเทศบ้าง นานๆครั้ง ซึ่งก็เป็นอะไรที่ธรรมดานะ เหมือนหน่วยงานทุกประเทศแหละ ถ้าเขาอยากรู้เรื่องประเทศไหน เขาพอรู้ว่ามีคนประเทศนั้นที่พอเจอตัวได้บ้าง เขาก็ชวนคุย สอบถามข้อมูล แค่นั้น เกือบปีแล้ว ถ้ารวมๆกันหมดในที่ต่างๆ ก็นับได้นิดเดียว แล้วก็ระดับที่เจอก็ระดับล่างๆมาก อะไรแบบนั้น ซึ่งก็ไม่ได้มีมากมายอะไร
ที่ชื่อของ ฯพณฯ ประยุทธ ฉาวโฉ่ในต่างประเทศน่ะ มีสาเหตุง่ายๆเลยครับ
ความโง่ของ ฯพณฯ เองนั่นแหละ ที่พูดอะไรโง่ๆ ทำอะไรโง่ๆ เลวๆ (กดขี่ ปราบปราม) เป็นรายวัน
เอาตัวอย่างง่ายๆเลยที่ ฯพณฯ ยกมาเอง เรื่องที่ขู่จะประหารนักข่าวน่ะ
เรื่องแบบนี้ ไม่ต้องให้ใครไปล็อบบี้ต่างประเทศหรอกครับ แค่นักข่าวต่างประเทศในไทย เขาก็เห็น และเขาก็รายงานไป ทูตต่างประเทศในไทย เขาก็รายงานไปตามข่าวที่ออกมา
แล้วเรื่องใหญ่ที่ คสช เป็นโจรปล้นอำนาจมาอย่างไม่ชอบด้วยกฎหมาย ปราบปรามจับกุมคนรายวัน (โดยเฉพาะ ๑๑๒) หรือล่าสุด ออกคำสั่งตาม ม.๔๔ - เรื่องพวกนี้ มันชัดเจนโจ่งแจ้ง ไม่ต้องคิดอะไรเลย คือใครๆในต่างประเทศเขาก็รู้ทั้งนั้นว่ามันผิด ไม่ต้องรอให้คุยกับคนไทยที่ไหนเลยด้วยซ้ำ
คนโง่นี่ ยังไงมันก็โง่จริงๆว่ะ พับผ่าสิ
...............
แม้แต่เรื่องคุณอัมสเตอร์ดัมนะ (ซึ่งในรายงานอิศรา พูดเป็นนัยพาดพิงถึง) เท่าที่ผมรู้มาแน่ๆเลย ทักษิณก็เลิกจ้างอัมสเตอร์ดัมไปหลัง รปห ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของยุทธศาสตร์ "เกียร์ว่าง" ของเขา คุณอัมสเตอร์ดัม ดูเหมือนจะยังคอยเขียน หรือพูด เปิดโปง คสช อยู่ แต่ก็นานๆครั้ง ซึ่งเป็นอะไรที่เขาทำแบบ "โพร โบโน" (ศัพท์ในวงการกฎหมาย คือไม่ได้รับจ้าง ไม่ได้คิดเงิน) และไม่ได้มีการทำล็อบบี้อะไรทั้งนั้น
...............
อันนี้พูดก็พูดนะ ผมไม่เกี่ยวอะไรเลยกับ "เสรีไทย" แต่ถ้าโดยความเห็นส่วนตัวนะ ผมก็ว่า เขาทำ "ล็อบบี้" น้อยไปด้วยซ้ำ คือเรียกได้ว่าไม่มีเลยก็ได้ โดยเฉพาะในประเทศฝรั่งที่ใหญ่มากๆที่ไปอยู่กันหลายคนน่ะ ความจริง ถ้าเขาจะทำ ทั้งล็อบบี้และยิ่งกว่าล็อบบี้ (เช่นเคลื่อนไหวรณรงค์อะไรต่างๆ เป็นต้นในต่างประเทศ) ก็เป็นสิ่งที่ถูกต้องด้วยซ้ำนะ แต่เท่าที่ผมรู้มา ก็ไม่ได้มีการทำอะไร
สรุปแล้ว ภาพลักษณ์ฉาวโฉ่ในต่างประเทศของ คสช น่ะ เป็นผลมาจากความโง่ความเลวของประยุทธและ คสช ทำเองล้วนๆ
Read More »