Sunday, December 7, 2014

ค่านิยมเด็จการ บุเรงนอง : ตอน 6


หลังจากพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชาได้นำเสนอสิ่งที่เรียกว่า “ค่านิยม ๑๒ ประการ” ต่อสาธารณะชน เมื่อผมได้ฟัง ก็พบว่า ค่านิยมดังกล่าว เป็นค่านิยมแบบไทยโบราณที่พยายามยัดเยียดให้กับเยาวชนและคนในสังคม ซึ่งไม่ได้มีความแตกต่างไปจาก เพลงหน้าที่ของเด็ก (เด็กเอ๋ยเด็กดีต้องมีหน้าที่ ๑๐ อย่างด้วยกัน) แม้แต่น้อย

ตั้งแต่เพลงหน้าที่ของเด็กถูกแต่งขึ้นมาในสมัยจอมพล ป.พิบูลสงคราม เพลงดังกล่าวก็ได้ทำหน้าที่ปลูกฝังเยาวชนไทยมานักต่อนัก และเยาวชนหลายสิบรุ่นที่เติบโตมาพร้อมกับค่านิยมสิบประการในเพลงก็ได้เป็นผู้ใหญ่ที่มีบทบาทหน้าที่สำคัญในประเทศจำนวนมาก ซึ่งแน่นอนว่ารวมถึงพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชาเองด้วย คำถามคือ ผู้ใหญ่ที่ได้รับการปลูกฝังค่านิยมที่สะท้อนผ่านเพลงดังกล่าว ได้ทำให้สังคมไทยมีความเจริญงอกงามทัดเทียมกับนานาอารยะประเทศหรือไม่

เอาละ ผมจะลองสมมติ พยายามหาเหตุผลมาสนับสนุนค่านิยม ๑๒ ประการของประยุทธ์ดูแล้วกัน ผมขอยกตัวอย่าง อย่างข้อ ๔ ใฝ่หาความรู้ หมั่นศึกษาเล่าเรียนทั้งทางตรง และทางอ้อม ฟังดูผิวเผินย่อมเป็นเรื่องที่ดี เราต่างก็อยากเห็นเยาวชนคนไทยออกมาอ่านหนังสือ ตั้งใจเรียน ขยันแสวงหาความรู้ แต่ถามว่าการท่องค่านิยมตรงนี้จะสามารถช่วยให้เด็กไทยตั้งใจเรียนมากขึ้นอย่างนั้นหรือเปล่า?

เพราะการให้เด็กไทยท่องไปเรื่อยๆ ประหนึ่งหุ่นยนต์ในทุกๆ เช้าว่า “ข้อ ๔ ใฝ่หาความรู้ หมั่นศึกษาเล่าเรียนทั้งทางตรง และทางอ้อม” คงไม่ช่วยให้เด็กไทยหันมาอ่านหนังสือในช่วงเที่ยงเพื่อเตรียมการเรียนสำหรับวิชาถัดไปได้ เมื่อดูจากตำราเรียนและครูผู้สอนที่ยังไร้ประสิทธิภาพ ไม่ดึงดูดให้นักเรียนสนใจใฝ่รู้ การท่องจำข้อความนี้ ก็คงไม่ช่วยให้เด็กไทยตั้งใจเรียนมากไปกว่าเดิม อาจกล่าวได้ว่า ที่เรายังเห็นเด็กจำนวนมากไปเรียนพิเศษ หรืออ่านตำราห่วยๆ ของกระทรวงศึกษาฯ นั้นไม่ได้เกิดจากความสนใจที่มีต่อตัวเนื้อหาวิชาที่เรียน แต่เกิดจากกลัวที่จะสอบเข้ามหาวิทยาลัยไม่ได้เสียมากกว่า

หรือในข้อที่ ๗ เข้าใจเรียนรู้การเป็นประชาธิปไตย (แปลกที่ข้อนี้มาจากปากของเผด็จการฟาสซิสต์) มันฟังดูเป็นเรื่องที่ดี ที่เยาวชนจะตระหนักและมีความเข้าใจในระบอบการปกครองแบบประชาธิปไตย แต่หากว่าการท่องจำสามารถทำให้เยาวชนไทยบรรลุวัตถุประสงค์ข้อนี้ได้แล้ว เราคงจะไม่เห็นการชุมนุมประท้วงที่ทำลายประชาธิปไตย เพราะหลายครั้งที่ผู้ประท้วงพูดตามๆ แกนนำว่า ตนออกมาชุมนุมประท้วงเพื่อเรียกร้องประชาธิปไตยที่สมบูรณ์ แต่สุดท้ายการกระทำที่ปรากฏคือ การเรียกร้องทหารให้มาทำรัฐประหารเพื่อล้มล้างประชาธิปไตย

เมื่อผมเหลียวมองกลับไป ผมเองผ่านการศึกษาของไทยที่น่าอัปยศอดสู และได้แต่รู้สึก “เสียดาย” เวลาที่เสียไปกับสิ่งไร้สาระที่ไม่ได้ช่วยให้ผมได้รับการศึกษาที่มีคุณภาพเลย ผมผ่านการท่องจำต่างๆ นานา ไม่ว่าจะเป็นเพลงเด็กเอ๋ยเด็กดี หรือคำขวัญคติพจน์ต่างๆ ที่ทุกวันนี้ผมเองยังหาคำตอบไม่ได้ว่าก่อให้เกิดประโยชน์อันใดต่อตัวเอง หรือสังคมรอบข้าง หรือแม้แต่ประเทศด้วยซ้ำ

การที่ประยุทธ์พยายามยามสั่งสอนและใช้อำนาจเผด็จการแทรกซึมผ่านระบบการศึกษาโดยให้เด็กไทยท่องค่านิยม ๑๒ ประการ เป็นการบั่นทอนสติปัญญาของเด็กไทย ทำให้เด็กไทยคิดไม่เป็น คนในสังคมไม่ควรอยู่นิ่งเฉยปล่อยให้สิ่งเลวร้ายเหล่านี้ได้รับการยอมรับ การที่มีกลุ่มนักเรียนจำนวนหนึ่งออกมาต่อต้านค่านิยม ๑๒ ประการจึงเป็นสิ่งที่ควรได้รับการสนับสนุนและปกป้อง นักเรียนนักศึกษาควรออกมาต่อต้าน เพื่อไม่ให้การยัดเยียดค่านิยมของประยุทธ์ทำได้สำเร็จ อันจะเป็นผลร้ายต่อเยาวชนซึ่งเป็นอนาคตของชาติ และท้ายที่สุดเยาวชนไทยของเราต้องคิดเป็น เพื่อที่เขาจะได้ตัดสินใจและเลือกเส้นทางชีวิตซึ่งจะเป็นการกำหนดทางเดินของประเทศ ผมหวังว่า พวกเขาจะไม่ล้มเหลวเหมือนกับคนรุ่นผมที่ไม่สามารถทำให้ประเทศไทยอยู่บนเส้นทางของวิถีประชาธิปไตยและเจริญก้าวหน้าได้

ค่านิยมที่คนไม่นิยม ก็ควรจะเรียกว่าค่าไม่นิยมเสียมากกว่านะประยุทธ์เอ๋ย

- บุเรงนอง

No comments:

Post a Comment